การคัดเลือกบุคคลในต่างประเทศเพื่อรับทุนรัฐบาลที่จัดสรรให้
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

ตามความต้องการของกระทรวง กรม หรือหน่วยงานของรัฐ ประจำปี 2562 (ทุนบุคคลทั่วไปในต่างประเทศ)

รับสมัครคัดเลือกบุคคลในต่างประเทศเพื่อรับทุนรัฐบาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จัดสรรให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามความต้องการของกระทรวง กรม หรือหน่วยงานของรัฐ ประจำปี 2562 (ทุนบุคคลทั่วไปในต่างประเทศ)

ด้วยสำนักงาน ก.พ. ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะดำเนินการคัดเลือกบุคคลในต่างประเทศเพื่อรับทุนรัฐบาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จัดสรรให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามความต้องการของกระทรวง กรม หรือหน่วยงานของรัฐ ประจำปี 2562 ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 13 (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยทุนของรัฐบาล พ.ศ.2551 จึงประกาศรับสมัครคัดเลือก พร้อมทั้งกำหนดวิธีการคัดเลือกและเกณฑ์การตัดสินเพื่อรับทุน ดังต่อไปนี้

  1. จำนวนทุนที่รับสมัคร
  2. ข้อผูกพันในการรับทุน
  3. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครคัดเลือก
  4. หลักเกณฑ์ วิธีสมัคร และวิธีการคัดเลือก
  5. การดำเนินการเกี่ยวกับการคัดเลือก
  6. การรายงานตัวและการอบรม
  7. การตรวจสุขภาพและอนามัย
  8. การทดสอบภาษาอังกฤษเพื่อการสมัครสถานศึกษา
  9. การทำสัญญา
  10. การรับเงินทุน
  11. การสมัครสถานศึกษาและการเดินทาง
  12. การเพิกถอนการให้ทุน

  1. จำนวนทุนที่รับสมัคร จำนวน 30 ทุน
  2. ข้อผูกพันในการรับทุน
    • 2.1 ผู้ได้รับทุนจะต้องกลับมาปฏิบัติราชการ หรือปฏิบัติงานของทางราชการในกระทรวง กรม หรือหน่วยงานของรัฐที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกำหนด เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของระยะเวลาที่ได้รับทุน
    • 2.2 กรณีผู้ได้รับทุนไม่กลับมาปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานของทางราชการชดใช้ทุนตามสัญญาที่ได้ทำไว้กับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นอกจากจะต้องชดใช้เงินทุนที่ได้จ่ายไปแล้วทั้งสิ้น ยังจะต้องชดใช้เงินอีก 2 เท่าของจำนวนเงินทุนดังกล่าวให้เป็นเบี้ยปรับอีกด้วย
  3. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครคัดเลือก
    • ผู้มีสิทธิสมัครจะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
      • 3.1 เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติทั่วไปและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ดังต่อไปนี้
        • ก. คุณสมบัติทั่วไป
        • (1) มีสัญชาติไทย
        • (2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปี
        • (3) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ
        • ข. ลักษณะต้องห้าม
        • (1) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
        • (2) เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริต หรือ จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.
        • (3) เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามพระราชบัญญัติ หรือตามกฎหมายอื่น
        • (4) เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม
        • (5) เป็นกรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
        • (6) เป็นบุคคลล้มละลาย
        • (7) เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเพราะกระทำความผิดทางอาญา เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
        • (8) เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
        • (9) เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก หรือปลดออก เพราะกระทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามกฎหมายอื่น
        • (10) เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก เพราะกระทำผิดวินัยตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามกฎหมายอื่น
        • (11) เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ หรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ
        • ผู้ที่มีลักษณะต้องห้ามตาม ข. (4) (6) (7) (8) (9) (10) หรือ (11) ก.พ. อาจพิจารณา ยกเว้นให้เข้ารับราชการได้ แต่ถ้าเป็นกรณีมีลักษณะต้องห้ามตาม (8) หรือ (9) ผู้นั้นต้องออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสองปีแล้ว และในกรณีมีลักษณะต้องห้ามตาม (10) ผู้นั้นต้องออกจากงานหรือออกจากราชการไปเกินสามปีแล้ว และต้องมิใช่เป็นกรณีออกจากงานหรือออกจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่

      • 3.2 เป็นผู้ที่ไม่มีภาระผูกพันในการปฏิบัติราชการชดใช้ทุน
      • 3.3 เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเฉพาะ ดังนี้
        • ทุนสำหรับศึกษาต่อระดับปริญญาโท-เอก

          (1) เป็นผู้ที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีชั้นปีสุดท้ายของหลักสูตรระดับปริญญาตรี ในสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ และมีผลการศึกษาเฉลี่ยตลอดหลักสูตรเท่าที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 3.00 (ในระบบการวัดผลที่คิดคะแนนให้ A=4, B=3, C=2, D=1, E หรือ F=0) หรือ ร้อยละ 75.00 หรือเทียบเท่า หรือ

          (2) เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ และได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาในระดับปริญญาโทในภาคการศึกษาต่อจากภาคการศึกษาที่สำเร็จปริญญาตรี หรือเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ และกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาโทในต่างประเทศ โดยมีผลการศึกษาระดับปริญญาตรีเฉลี่ยตลอดหลักสูตรไม่ต่ำกว่า 3.00 (ในระบบการวัดผลที่คิดคะแนนให้ A=4, B=3, C=2, D=1, E หรือ F=0) หรือร้อยละ 75.00 หรือเทียบเท่า
          สำหรับผู้สมัครที่มีผลการศึกษาไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดข้างต้น แต่มีความสามารถในการทำงานวิจัย และมีหนังสือรับรองที่ดีจากอาจารย์ที่ปรึกษา/อาจารย์ผู้เคยสอน/อาจารย์ ผู้ควบคุมการวิจัย ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันและคัดเลือกที่จะเป็นผู้พิจารณา

          (3) เป็นผู้มีอายุไม่เกิน 35 ปีบริบูรณ์ นับถึงวันที่ปิดรับสมัคร (15 สิงหาคม 2562)

        • ทุนสำหรับศึกษาต่อระดับปริญญาเอก

          (1) เป็นผู้ที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาโทชั้นปีสุดท้ายของหลักสูตรระดับปริญญาโท ในสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ และมีผลการศึกษาเฉลี่ยตลอดหลักสูตรเท่าที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่า 3.50 (ในระบบการวัดผลที่คิดคะแนนให้ A=4, B=3, C=2, D=1, E หรือ F=0) หรือ ร้อยละ 85.00 หรือเทียบเท่า หรือ

          (2) เป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ และได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาในระดับปริญญาเอกในภาคการศึกษาต่อจากภาคการศึกษาที่สำเร็จปริญญาโท หรือเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากสถาบันการศึกษาในต่างประเทศ และเป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาเอกในต่างประเทศ โดยมีผลการศึกษาระดับปริญญาโทเฉลี่ยตลอดหลักสูตรไม่ต่ำกว่า 3.50 (ในระบบการวัดผลที่คิดคะแนนให้ A=4, B=3, C=2, D=1, E หรือ F=0) หรือร้อยละ 85.00 หรือเทียบเท่า
          สำหรับผู้สมัครที่มีผลการศึกษาไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดข้างต้น แต่มีความสามารถในการทำงานวิจัย และมีหนังสือรับรองที่ดีจากอาจารย์ที่ปรึกษา/อาจารย์ผู้เคยสอน/อาจารย์ผู้ควบคุมการวิจัย ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันและคัดเลือกที่จะเป็นผู้พิจารณา

          (3) เป็นผู้มีอายุไม่เกิน 40 ปีบริบูรณ์ นับถึงวันที่ปิดรับสมัคร (15 สิงหาคม 2562)

      • 3.4 กรณีที่ผู้สมัครคัดเลือกเป็นผู้รับทุนรัฐบาล ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ ไม่มีสิทธิสมัครคัดเลือกในครั้งนี้

    • go to top
    • ๔. การรับสมัครคัดเลือก
      • 4.1 รับสมัครตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2562 โดยผู้ประสงค์จะสมัครเข้ารับการคัดเลือกสอบถามรายละเอียดได้ที่ ฝ่ายนักเรียนทุนฯ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เลขที่ 111 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120 โทรศัพท์ 0-2564-7000 ต่อ 71412 โดยสามารถดูรายละเอียดเกี่ยวกับการรับสมัครได้ที่เว็บไซต์ ของฝ่ายนักเรียนทุนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ http://stscholar.nstda.or.th
      • 4.2 การยื่นใบสมัครคัดเลือก
        • (1) ผู้ประสงค์จะสมัครให้กรอกใบสมัครที่ http://stscholar.nstda.or.th/scholar19
        • (2) การส่งใบสมัคร ให้ผู้สมัครส่งใบสมัคร จำนวน 1 ชุด ด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์ มายังฝ่ายนักเรียนทุนฯ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เลขที่ 111 อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ถนนพหลโยธิน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 12120 (ภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2562)
          ทั้งนี้ จะถือวันที่ที่ทำการไปรษณีย์ต้นทาง ประทับตรารับจดหมายของผู้สมัคร เป็นสำคัญ สำหรับใบสมัคร เอกสาร หลักฐานต่าง ๆ ที่ส่งหลังวันที่ 15 สิงหาคม 2562 จะไม่รับพิจารณา
      • 4.3 เอกสารและหลักฐานที่ต้องยื่นพร้อมใบสมัคร
        • (1) ใบสมัครพร้อมติดรูปถ่ายหน้าตรงไม่สวมหมวก และไม่สวมแว่นตาดำ ขนาด 1 x 1.5 นิ้ว จำนวน 1 รูป ถ่ายไว้ไม่เกิน 1 ปี นับถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2562
        • หลักฐานการศึกษา
          • สำเนาปริญญาบัตร หรือประกาศนียบัตร พร้อมทั้งระเบียนแสดงผลการเรียน (Transcript of Records) ในระดับปริญญาตรี จำนวนอย่างละ 1 ชุด หากเป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ต้องใช้ใบรับรองจากสถานศึกษาว่ากำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีพร้อมทั้งระเบียนแสดงผลการเรียน (Transcript of Records) ตามระยะเวลาในการศึกษาในระดับปริญญาตรีที่ผ่านมา
          • สำเนาหนังสือตอบรับจากสถานศึกษาในต่างประเทศให้เข้าศึกษาในระดับปริญญาโท (ถ้ามี) จำนวน 1 ฉบับ ผู้สมัครที่ยังไม่มีใบตอบรับให้เข้าศึกษาระดับปริญญาโท หากเป็นผู้มีสิทธิได้รับทุน จะต้องได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาระดับปริญญาโท ในภาคการศึกษาต่อจากที่สำเร็จระดับปริญญาตรี
          • หนังสือรับรองสถานภาพความเป็นนักศึกษาในสถาบันการศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาโท จำนวน 1 ฉบับ กรณีที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาโท
          • หนังสือรับรองจากอาจารย์ที่ปรึกษา/อาจารย์ผู้เคยสอน/อาจารย์ผู้ควบคุมการวิจัย จำนวน 2 ฉบับ โดยให้ใช้แบบฟอร์มตามที่กำหนด ทั้งนี้ หนังสือรับรองต้องระบุถึงความสามารถทางวิชาการ ศักยภาพในการศึกษาต่อและการทำวิจัย นิสัยการทำงาน ความประพฤติและมนุษยสัมพันธ์ของผู้สมัครด้วย
        • (3) สำเนาผลการสอบภาษาอังกฤษ TOEFL หรือ IELTS หรือภาษาอื่นที่ใช้ใน การสมัครเข้าศึกษาต่อในสถานศึกษา (ถ้ามี)
        • (4) ประวัติส่วนตัวของผู้สมัคร (Resume)
        • (5) เอกสารรับรองเกียรติประวัติส่วนตัว กิจกรรมทางการศึกษา/กิจกรรมช่วยเหลือสังคม ความสามารถพิเศษ (ถ้ามี)
        • (6) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาหนังสือเดินทางไทย (Passport) อย่างใดอย่างหนึ่ง และสำเนาทะเบียนบ้าน จำนวนอย่างละ 1 ชุด
        • สำเนาหลักฐานทุกฉบับให้ผู้สมัครเขียนรับรองว่า “สำเนาถูกต้อง” และลงชื่อกำกับไว้ด้วย
      • 4.4 ผู้สมัครมีสิทธิสมัครทุนได้คนละ 1 หน่วย แต่จะให้ทุกคนมีสิทธิเลือกทุนอื่น ที่ต้องการสำรองไว้ได้อีก ไม่เกิน 1 หน่วย สำหรับทุนที่เลือกสำรองไว้จะใช้พิจารณาให้เป็นผู้รับทุนแทนในกรณีที่ทุนหน่วยนั้นไม่มีผู้สมัคร หรือมีผู้ได้รับทุนไม่ครบตามจำนวน และผู้สมัครจะต้องสมัครทุนเพื่อศึกษาในประเทศที่ผู้สมัครกำลังศึกษาอยู่เท่านั้น
      • 4.5 ผู้สมัครจะต้องตรวจสอบและรับรองตนเอง ว่ามีคุณสมบัติตรงตามประกาศรับสมัครจริง ถ้าปรากฏภายหลังว่า ผู้ใดมีคุณสมบัติไม่ตรงตามประกาศรับสมัคร จะถือว่าผู้นั้นเป็นผู้ขาดคุณสมบัติทันที
      • 4.6 สำหรับผู้ที่ยื่นใบสมัครคัดเลือกแล้ว จะขอเปลี่ยนหน่วยทุนที่สมัครไว้อีกไม่ได้

    • go to top
    • 5.การแต่งตั้งกรรมการเกี่ยวกับการคัดเลือก
      • 5.1ก.พ. แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันและคัดเลือกบุคคลเพื่อรับทุนรัฐบาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จัดสรรให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามความต้องการของกระทรวง กรม หรือหน่วยงานของรัฐ
      • 5.2คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันและคัดเลือกฯ จะแต่งตั้งกรรมการประเมินความเหมาะสมของบุคคลเพื่อรับทุน
      • 5.3คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันและคัดเลือกฯ จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับทุน และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับทุนแทน

    • go to top
    • 6.การคัดเลือกและเกณฑ์การตัดสิน
      • 6.1จะใช้วิธีการประเมินความเหมาะสมของบุคคลเพื่อรับทุน โดยพิจารณาจากประวัติการศึกษา สถานภาพการศึกษาในปัจจุบัน ผลงานวิจัย ประวัติและรายละเอียดส่วนตัวของผู้สมัคร หนังสือรับรอง จากอาจารย์ที่ปรึกษา/อาจารย์ผู้เคยสอน/อาจารย์ผู้ควบคุมการวิจัย และอื่น ๆ ตามความเหมาะสม
      • 6.2ผู้มีสิทธิได้รับทุนจะต้องเป็นผู้ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินความเหมาะสมของบุคคลเพื่อรับทุนตามที่คณะกรรมการดำเนินการสอบแข่งขันและคัดเลือกฯ กำหนด และได้รับการพิจารณาว่าสมควร เป็นผู้ได้รับทุน

    • go to top
    • 7.การประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับทุน
      กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับทุน ทางเว็บไซต์ http://stscholar.nstda.or.th

    • go to top
    • 8.การตรวจสุขภาพและอนามัย
      ผู้มีสิทธิได้รับทุนจะต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพและอนามัยจากคณะกรรมการแพทย์ของ ก.พ. ตามวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด หรือจากแพทย์อื่นที่ทางการของประเทศที่กำลังศึกษาอยู่รับรอง โดยใช้แบบฟอร์มการตรวจสุขภาพและอนามัยของคณะกรรมการแพทย์ของ ก.พ. ผลการตรวจสุขภาพ และอนามัยของคณะกรรมการแพทย์ของ ก.พ. ในที่นี้ให้ถือเป็นที่สุด โดยผู้เข้ารับการตรวจสุขภาพและอนามัยจะไม่มีสิทธิขอให้ทบทวนแต่ประการใด

    • go to top
    • 9.การทำสัญญา
      • 9.1กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะแจ้งรายชื่อผู้ได้รับทุนให้หน่วยงานต้นสังกัดทราบ เพื่อจะได้ดำเนินการจัดทำสัญญาการรับทุนและสัญญาค้ำประกันการรับทุนให้กับ ผู้ได้รับทุนต่อไป โดยหน่วยงานต้นสังกัดจะจัดส่งแบบสัญญาการรับทุนให้ผู้ได้รับทุน เพื่อนำไปจัดทำสัญญา การรับทุน ณ สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในประเทศที่ผู้ได้รับทุนกำลังศึกษาอยู่ กรณีประเทศที่ไม่มีสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนให้ทำสัญญาการรับทุน ณ สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ของประเทศไทยประจำประเทศที่ผู้มีสิทธิได้รับทุนกำลังศึกษาอยู่
      • 9.2เอกสารที่ต้องนำมาในวันทำสัญญา คือ หนังสือเดินทางของผู้ได้รับทุน บัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน พร้อมสำเนา จำนวน 5 ชุด
      • 9.3ให้ผู้ได้รับทุนแจ้งชื่อผู้ค้ำประกัน และที่อยู่ของผู้ค้ำประกันในประเทศไทยให้หน่วยงานต้นสังกัดทราบ

    • go to top
    • 10. หลักเกณฑ์ในการทำสัญญา
      • 10.1 ถ้าผู้ได้รับทุนเป็นผู้เยาว์ (อายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์) ต้องได้รับความยินยอมในการทำสัญญารับทุนเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้แทนโดยชอบธรรมตามกฎหมาย (ตามแบบที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด) หรือถ้าผู้ได้รับทุนมีคู่สมรส ต้องได้รับความยินยอมในการทำสัญญาการรับทุนเป็นลายลักษณ์อักษรจากคู่สมรส (ตามแบบที่สำนักงาน ก.พ. กำหนด)
      • 10.2คุณสมบัติของผู้ค้ำประกัน
        • (1)เป็นผู้มีสัญชาติไทย และมีภูมิลำเนาในประเทศไทย
        • (2)ต้องเป็นผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์
        • (3)(ก)ผู้ค้ำประกันจะต้องเป็นบิดาหรือมารดาของผู้ได้รับทุน โดยผู้ค้ำประกันไม่ต้องแสดงหลักทรัพย์ในการทำสัญญาค้ำประกัน หรือ
          (ข)ในกรณีไม่สามารถจัดหาผู้ค้ำประกันตามข้อ (ก) ได้ ผู้ค้ำประกันจะต้องเป็นพี่หรือน้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกันกับผู้ได้รับทุน โดยผู้ค้ำประกันไม่ต้องแสดงหลักทรัพย์ในการทำสัญญาค้ำประกัน หรือ
          (ค)ในกรณีไม่สามารถจัดหาผู้ค้ำประกันตามข้อ (ก) และ (ข) ได้ ให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เป็นคู่สัญญาของผู้ได้รับทุนตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อพิจารณาตรวจสอบหากผลการพิจารณาตรวจสอบปรากฏว่า ผู้ได้รับทุนไม่มีบุคคลตาม ข้อ (ก) และ (ข) ที่จะมาทำสัญญาค้ำประกัน และผู้ได้รับทุน
          มีศักยภาพสูงยิ่งในการศึกษาก็ให้ผู้ได้รับทุนทำสัญญาการรับทุนโดยไม่ต้องมีผู้ค้ำประกันได้
        • (4)ในวันทำสัญญาค้ำประกัน ให้ผู้ค้ำประกันทำสัญญา ณ หน่วยงานต้นสังกัด โดยนำเอกสารพร้อมถ่ายสำเนา ฉบับละ 5 ชุด ดังต่อไปนี้มาให้ครบถ้วน
          • (4.1) บัตรประจำตัวประชาชน
          • (4.2) ทะเบียนบ้าน
          กรณีที่ผู้ค้ำประกันมีคู่สมรสแล้ว คู่สมรสของผู้ค้ำประกันจะต้องลงนาม ในสัญญาค้ำประกันในวันทำสัญญาด้วย

    • go to top
    • 11. เงื่อนไขการรับทุน
      • 11.1 ผู้มีสิทธิได้รับทุนจะต้องส่งหนังสือของสถานศึกษาซึ่งยืนยันว่าผู้มีสิทธิได้รับทุนกำลังศึกษาอยู่ในสถานศึกษานั้น ๆ และ/หรือหนังสือตอบรับจากสถานศึกษาให้เข้าศึกษาซึ่งระบุสาขาวิชา
      • และระดับการศึกษาตามที่ทุนกำหนด รวมทั้งวันเปิดภาคการศึกษาให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งก่อนการทำสัญญาการรับทุน
      • 11.2ผู้ได้รับทุนจะต้องทำสัญญาการรับทุนรัฐบาล และสัญญาค้ำประกันให้เสร็จเรียบร้อย โดยสำนักงาน ก.พ. จะแจ้งการอนุมัติให้รับทุนไปยังสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนฯ เมื่อมีการอนุมัติให้รับทุนแล้ว สำนักงาน ก.พ. จะเริ่มจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังนี้
        • (ก) ถ้าผู้ได้รับทุนกำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี สำนักงาน ก.พ. จะจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หลังจากวันที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และจ่ายค่าเล่าเรียนตั้งแต่ภาคการศึกษาภาคแรก ในระดับปริญญาโท
        • (ข) ถ้าผู้ได้รับทุนกำลังศึกษาในระดับปริญญาโท หรือปริญญาเอก สำนักงาน ก.พ.จะจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตั้งแต่ประกาศว่าเป็นผู้มีสิทธิได้รับทุนและได้ทำสัญญารับทุนกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรียบร้อยแล้ว และจ่ายค่าเล่าเรียนสำหรับภาคการศึกษา ที่ผู้ได้รับทุนกำลังศึกษาอยู่
        • 11.3 ผู้ได้รับทุนไม่สามารถกระทำการใด ๆ ที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของระดับการศึกษา สาขาวิชาและประเทศที่ศึกษา ซึ่งทำให้ไม่ตรงกับทุนการศึกษาที่ได้รับ (ยกเว้นกรณีมีเหตุจำเป็น และกระทรวงได้ให้ความเห็นชอบแล้วเท่านั้น)

      • go to top
      • การเพิกถอนการให้ทุน
        ก.พ. จะพิจารณาเพิกถอนการให้ทุนแก่ผู้ได้รับทุนหากเข้ากรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนี้
        • 12.1ไม่ผ่านการตรวจสุขภาพและอนามัยจากคณะกรรมการแพทย์ของ ก.พ. หรือแพทย์อื่นที่ทางการของประเทศที่กำลังศึกษาอยู่รับรอง
        • 12.2ไม่มีหนังสือยืนยันจากสถานศึกษาว่ากำลังศึกษาอยู่ และ/หรือไม่มีหนังสือตอบรับให้เข้าศึกษาจากสถาบันการศึกษา ซึ่งระบุสาขาวิชา และระดับการศึกษาตามที่ทุนกำหนด และวันเปิดภาคการศึกษาตามที่ระบุไว้ในข้อ 11.1
        • 12.3หลีกเลี่ยง ละเลยการเข้ารายงานตัว การอบรม และการทำสัญญาตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกำหนด
        • 12.4เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือไม่อยู่ในมาตรฐาน หรือไม่เหมาะสม หรือไม่ประพฤติตนตามแนวทางที่ ก.พ. กำหนด
        • 12.5เป็นผู้มีภาระผูกพันในการชดใช้ทุน
        • 12.6หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงไม่เข้าศึกษาต่อในระดับ สาขาวิชา สถานศึกษา และประเทศตามที่ได้แจ้งไว้ในใบสมัครคัดเลือก
        • 12.7เป็นผู้ไม่มีคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครคัดเลือกตามที่ระบุไว้ในข้อ 3

      • go to top