Scholar Information System  

 

จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์

ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อ-นามสกุล นายจิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์
สายงาน/ตำแหน่ง รองศาสตราจารย์
ระดับ 8
สำนัก/กอง/ภาควิชา/คณะ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทย์ศาสตร์
กรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ
ความเชี่ยวชาญ/ความสนใจ 1.นโยบายสาธารณสุข
2.เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข
3.การบริหารและการพัฒนาคุณภาพบริการสาธารณสุข
4.ระบบหลักประกันสุขภาพ

ส่ง e-mail ถึง จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์

ข้อมูลการศึกษา

ปริญญาตรี
แหล่งทุน ทุนส่วนตัว
ชื่อปริญญา แพทยศาสตรบัณฑิต,ปริญญา
สาขาวิชาเอก ไม่ระบุสาขาวิชาเอก
สถาบันการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประเทศ ไทย
สำเร็จการศึกษาปี พ.ศ. 2534

ปริญญาโท
แหล่งทุน ทุนส่วนตัว
ชื่อปริญญา MASTER OF BUSINESS ADMINISTRATION
สาขาวิชาเอก Marketing and Finance
สถาบันการศึกษา สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประเทศ ไทย
สำเร็จการศึกษาปี พ.ศ. 2536

ปริญญาเอก
แหล่งทุน ทุนรัฐบาล (ทบวงมหาวิทยาลัย : ท.ม. )
ชื่อปริญญา DOCTOR OF PHILOSOPHY
สาขาวิชาเอก Health care organization and Financing
สถาบันการศึกษา JOHNS HOPKINS UNIVERSITY
ประเทศ สหรัฐอเมริกา
สำเร็จการศึกษาปี พ.ศ. 2541
วิทยานิพนธ์ PREDICTORS AND CONSEQUENCES OF PARTICIPATION IN A SOCIAL INSURANCE PROGRAM AMONG PRIVATE HOSPITALS IN BANGKOK AND VICINTY : A STRATEGIC MANAGEMENT PERSPECTIVE

โครงการวิจัย

คำถามการวิจัยและปัญหาที่ควรได้รับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพของบริการสุขภาพในประเทศไทย
ผู้ให้ทุน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข
ผู้วิจัยร่วม นพ.สรรธวัช อัศวเรืองชัย , นพ.กฤษณ์ พงศ์พิรุฬห์ , นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี , พญ.ภรณี เหล่าอิทธิ
สาขาวิชา บริหารงานสาธารณสุข
สาขาวิจัย การจัดการบริการสาธารณสุข
สถานภาพ เสร็จสมบูรณ์
บทคัดย่อ คุณภาพของการดูแลรักษาและการบริการทางสุขภาพ เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างมากในระยะที่ผ่านมาจากผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหารสถานพยาบาล ผู้ให้บริการ ตลอดจนผู้บริโภคและสื่อมวลชนต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ กิจกรรมประกันคุณภาพและพัฒนาคุณภาพได้รับความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นกลไกหนึ่งในการสร้างหลักประกันด้านสุขภาพแก่ประชาชน อย่างไรก็ตาม การพัฒนาคุณภาพของระบบบริการทางสุขภาพให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ จังหวัด ชุมชนหรือองค์กร จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลและองค์ความรู้เพื่อกำหนดทิศทางของการพัฒนา ตลอดจนกำหนดกระบวนการและวิธีการในการพัฒนา ซึ่งบางส่วนอาจได้จากต่างประเทศ แต่อีกส่วนหนึ่งจำเป็นต้องอาศัยการวิจัย การศึกษาและสร้างองค์ความรู้ภายในประเทศเอง แต่ขณะนี้ยังไม่มีการสำรวจอย่างกว้างขวางในประเด็นที่เป็นปัญหาด้านคุณภาพบริการ และการพัฒนาคุณภาพบริการที่สมควรมาวางเป็นยุทธศาสตร์ เพื่อให้มีงานศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบในระดับประเทศอันจะนำความรู้ที่ได้มาสร้างให้เกิดความยั่งยืนของการพัฒนาคุณภาพของระบบบริการทางสุขภาพของประเทศในลำดับต่อไป
โครงการวิจัยนี้ประกอบด้วยการศึกษา 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ซึ่งเป็นการทบทวนประสบการณ์การทำวิจัยด้านคุณภาพของบริการสุขภาพ และการทำข้อเสนอกรอบคำถามของการวิจัยเบื้องต้น และระยะที่ 2 ซึ่งจะการสำรวจสถานการณ์และข้อคำถามของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะผู้ให้และผู้รับบริการ ต่อคุณภาพของระบบบริการสุขภาพและการพัฒนาคุณภาพในวงกว้างและสรุปกรอบยุทธศาสตร์ของการทำงานวิจัยด้านคุณภาพบริการการดูแลสุขภาพ

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอผลการศึกษาในระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนการทำวิจัยที่เกี่ยวกับคุณภาพของบริการที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ ศึกษาประสบการณ์การทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของบริการสุขภาพที่มีในประเทศไทย ตลอดจนศึกษากรณีตัวอย่างของการดำเนินงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของบริการสุขภาพที่มีในต่างประเทศ และเพื่อศึกษาประเด็นที่เป็นปัญหาและข้อสงสัยในด้านคุณภาพของบริการสุขภาพที่ควรมีการศึกษาวิจัยในมุมมองของผู้กำหนดนโยบายและผู้บริหารระบบบริการสุขภาพ นักวิชาการ ที่ปรึกษาโรงพยาบาลและผู้เยี่ยมสำรวจระบบคุณภาพ ตลอดจนผู้ให้บริการสุขภาพ และผู้บริโภคในเบื้องต้น ทั้งนี้ได้ใช้รูปแบบการวิจัยหลายรูปแบบร่วมกัน ได้แก่ การทบทวนฐานข้อมูลวรรณกรรมภายในประเทศและต่างประเทศ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์กลุ่ม การประชุมระดมสมอง และการศึกษาโดยการศึกษาดูงานองค์กรและประเทศที่มีประสบการณ์ประกอบด้วยประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศสหราชอาณาจักร ในช่วงเวลาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง ธันวาคม พ.ศ. 2546
ผลการศึกษาจากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า การวิจัยด้านคุณภาพและการพัฒนาคุณภาพในต่างประเทศมีพัฒนาการที่ยาวนานและมีการขยายวงกว้างเพิ่มจำนวนและความหลากหลายมากขึ้นเรื่อย ดังที่ได้ข้อมูลจากการทบทวนฐานข้อมูลบทความวิชาการนานาชาติ ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า โดยหากจัดกลุ่มของงานวิจัยออกเป็นกลุ่มย่อยจะพบว่างานวิจัยประเมินและพัฒนาคุณภาพของการดูแลมีหลากหลาย แต่ในระยะหลัง ได้เริ่มมีกระแสความตื่นตัวในเรื่องของความเสี่ยงที่เกิดจากการให้บริการเพิ่มมากขึ้น ทำให้งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความคาดเคลื่อนในการรักษาพยาบาล (Medical errors) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่วนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเพื่อผู้บริโภคมีไม่มากนัก จากการทบทวนด้วยคำสำคัญเกี่ยวข้องกับคุณภาพตามที่วางเป็นกรอบไว้ โดยเฉพาะงานวิจัยที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคมีการวิจัยด้านนี้น้อยมาก งานวิจัยเหล่านี้อาจอยู่ในรูปของบทความกรณีศึกษา การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ งานวิจัยเชิงสังเกตหรือเชิงทดลอง ครอบคลุมในระบบงานในทุกระดับตั้งแต่การปฏิบัติในการให้บริการ กระบวนการบริการ องค์กร ระบบและนโยบาย อย่างไรก็ตามพอจะสามารถตั้งข้อสังเกตได้ว่างานวิจัยด้านคุณภาพส่วนใหญ่ยังคงเกี่ยวข้องกับบริการด้านการรักษาพยาบาล และการจัดระบบองค์กรมากกว่าบริการส่งเสริมสุขภาพหรือการป้องกันโรค ทั้งนี้มีวิธีการวิจัยหลายเรื่องที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมมีความน่าสนใจและอาจจะนำมาใช้ในการวิจัยในประเทศไทยได้มากขึ้น เช่น การทำ Telephone survey ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพบริการ หรือการหาตัวชี้วัดต่างๆ จากข้อมูลที่มีอยู่ในระบบบริการสุขภาพในประเทศไทย เป็นต้น งานวิจัยหลายเรื่องน่าจะสามารถนำมาปรับกระบวนการเปลี่ยนแปลงในด้านการจัดการคุณภาพของประเทศไทยได้ เช่น เรื่องการรับรองคุณภาพ (Accreditation) งานด้านบริการดูแลสุขภาพที่บ้าน (Home care) สำหรับผู้ป่วยด้วยโรคต่างๆ เป็นต้น
ข้อมูลที่ได้จากกรณีศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศสหราชอาณาจักรแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของงานวิจัยและพัฒนาในเรื่องคุณภาพที่ปัจจุบันเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญในระดับประเทศ (National agenda) ทางด้านสุขภาพเรื่องหนึ่ง โดยบริบทของระบบบริการสุขภาพที่เชื่อมโยงกับงานวิจัยด้านคุณภาพและการพัฒนาคุณภาพที่สำคัญ ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์หรือเป้าหมายที่ชัดเจน แสดงความมุ่งมั่นและท้าทาย โดยมักมีจุดเริ่มต้นมาจากประเด็นที่เป็นวิกฤติในระบบบริการสุขภาพในประเทศของตนเอง มีความเชื่อมโยงกับนโยบายทางการเมืองในการแก้ปัญหาและพัฒนาระบบบริการสุขภาพของประเทศ ซึ่งส่งผลให้เกิดกระแสผลักดันในเชิงลำดับความสำคัญที่ส่งผลต่อการจัดสรรงบประมาณเพื่องานวิจัยและพัฒนาตลอดจนการปรับยุทธศาสตร์และโครงสร้างองค์กรของสถาบันที่ทำงานด้านการวิจัย มีการขยายตัวของงานวิจัยด้านระบาดวิทยาด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย พัฒนาระบบฐานข้อมูลทั้งจากงานวิจัย และระบบรายงานเพื่อค้นหาและเฝ้าระวังปัญหา นำมาสู่การกำหนดหัวข้องานวิจัยที่เชื่อมโยงกับปัญหาจริงและมีความต่อเนื่อง มีแรงผลักดันจากผู้ซื้อบริการ และผู้บริโภค ปัญหาการฟ้องร้องและการประกอบเวชปฏิบัติเพื่อป้องกันตนเอง (Defensive medicine) ตลอดจนความต้องการข้อมูลด้านคุณภาพเพื่อการตัดสินใจ มีการกำหนดโครงสร้างเชิงระบบ บทบาทขององค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยด้านคุณภาพและการพัฒนาคุณภาพในระบบบริการในหลายๆ ด้าน และมีการระดมทรัพยากรด้านการวิจัยทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชนตลอดจนและมีบทบาทของการส่งเสริมงานวิจัยจากหน่วยงานด้านการประกันสุขภาพ และ/หรือ หน่วยงานที่เป็นต้นสังกัดของผู้ให้บริการและสถานพยาบาลต่างๆ อย่างจริงจังและเข้มแข็ง นอกจากนี้ยังมีการวางรากฐานของการผลิตองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระยะยาว ร่วมกับการแก้ปัญหาที่เป็นวิกฤติในระยะสั้น ตลอดจนส่งเสริมการเรียนรู้ ประยุกต์และร่วมมือกับนานาชาติได้ ทั้งในประเด็นหัวข้อการวิจัย รูปแบบการวิจัย และการดำเนินการ พยายามพัฒนากระบวนการในการสร้างส่วนร่วมของประชาชนอย่างเป็นระบบและมีขั้นตอน มีการสื่อสารและให้ข้อมูลที่เหมาะสม มีส่วนช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจ และช่วยให้หน่วยงานด้านการวิจัยและพัฒนานำเสียงสะท้อนกลับจากประชาชนมาใช้ประกอบการกำหนดทิศทางด้านการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิผลมากขึ้น ทั้งนี้ครอบคลุม (1) เทคนิคของการดูแลรักษาพยาบาล (2) การจัดรูปแบบของการให้บริการเพื่อประสิทธิผลที่สูงขึ้น (3) การบริหารจัดการระบบ ซึ่งรวมถึงการพัฒนาด้านสารสนเทศ และ (4) กระบวนการสร้างความเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วมของประชาชน

การทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยด้านคุณภาพ และการพัฒนาคุณภาพของการบริการทางสุขภาพในประเทศไทยเองพบว่า ฐานข้อมูลเอกสารวิจัยในปัจจุบันมีการรวบรวมไว้อย่างไม่เป็นระบบ และข้อมูลที่รวบรวมไว้ก็ไม่ทันสมัย งานวิจัยด้านคุณภาพของบริการสุขภาพมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับการวิจัยความรู้เกี่ยวกับการวิจัยด้านความรู้เรื่องโรคและการดูแลรักษาโรค ประเภทของงานวิจัยด้านคุณภาพบริการสุขภาพส่วนใหญ่ยังเน้นการประเมินคุณภาพการรักษาหรือบริการ แต่มีเพียงส่วนน้อยที่เน้นการค้นหาวิธีการพัฒนาคุณภาพ และศึกษากระบวนการหรือระบบการจัดการด้านคุณภาพ เช่น การบริหารความเสี่ยง การพัฒนามาตรฐาน การประกันหรือรับรองคุณภาพบริการ เป็นต้น และไม่พบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการให้ข้อมูลสาธารณะด้านคุณภาพบริการสุขภาพ ประเภทของบริการที่ศึกษาวิจัยมักจะเป็นด้านการรักษาพยาบาล มีส่วนน้อยมากที่จะเน้นเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และการฟื้นฟูสภาพ นอกจากนี้จะพบงานวิจัยที่ตอบสนองวิชาชีพการพยาบาลค่อนข้างมาก โดยไม่ค่อยพบการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเวชปฏิบัติของแพทย์โดยตรง กลุ่มเป้าหมายของงานวิจัยที่พบส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการดูแลรักษาเฉพาะด้านและความผิดพลาดในการใช้ยาเป็นหลัก งานวิจัยด้านองค์กรหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับระบบหรือนโยบายพบน้อยมาก แต่พบได้เพิ่มขึ้นจากการศึกษาของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาจากสถาบันต่างๆ

โดยสรุป อาจกล่าวได้ว่า งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องคุณภาพและการพัฒนาคุณภาพมีความหลากหลายมาก ทั้งในในด้านหัวเรื่อง ความเข้าใจ หลักการ ที่มา การนำไปใช้ประโยชน์ ตลอดจนรูปแบบการวิจัยที่แตกต่างกันไปตามบริบทและมุมมอง คำนิยามเกี่ยวกับคุณภาพมีอยู่มากอาจกำหนดได้แต่กรอบกว้างๆ ขอบเขตเนื้อหามีหลากหลายแง่มุมทำให้อาจสามารถทำได้เพียงตีกรอบโดยกว้างๆ ไว้ เพื่อประโยชน์ในการทบทวน และอ้างอิงได้ตั้งแต่การให้การดูแลสุขภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ การจัดบริการต่างๆ องค์กรที่ให้บริการ และระบบบริการสุขภาพ รวมถึงความเชื่อมโยงกับระบบและกลไกต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกันสุขภาพและการพัฒนาด้านที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคและผู้ซื้อบริการด้วย
งานวิจัยในกลุ่มนี้มักเป็นงานวิจัยที่ไม่สามารถใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่เข้มงวดมากเช่นเดียวกับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ด้วยลักษณะของเนื้อหาและข้อจำกัดของบริบทของการวิจัย นอกจากนี้ยังเป็นการวิจัยที่มีพลวัตสูง และเมื่อประเมินจากประเด็นหัวข้อวิจัยที่มีผู้เสนอไว้ จะพบว่างานวิจัยจะแบ่งได้เป็นกลุ่มซึ่งส่วนใหญ่มักต้องการความรู้ในเรื่องเฉพาะด้านนั้นๆ ร่วมกับความรู้และทักษะในการทำวิจัย เช่น งานวิจัยประเมินผล เป็นต้น ทิศทางของการกำหนดหัวข้อวิจัยมีความหลากหลายหากพิจารณาจากความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่ประสบการณ์ในต่างประเทศชี้ให้เห็นว่าต้องเชื่อมโยงกับบริบทและทิศทางการพัฒนาของระบบบริการสุขภาพเป็นสำคัญ การส่งเสริมงานวิจัยในกลุ่มนี้ให้มีความเข้มแข็ง ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา จึงจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม

ข้อเสนอแนะที่สำคัญจากการศึกษา ได้แก่
1. งานวิจัยด้านคุณภาพของการบริการสุขภาพ น่าจะหมายถึง งานวิจัยที่มุ่งเน้นในเรื่องการประเมินคุณภาพ หรือการปรับปรุงคุณภาพของบริการสุขภาพ ระบบการจัดการคุณภาพ ตลอดจนการให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพของบริการสุขภาพ ซึ่งครอบคลุมประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการนำศาสตร์สู่การปฏิบัติในสภาวะปกติ มุ่งหมายจะวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิผล และปัจจัยหรือองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลที่เป็นบริบทของบริการและการจัดบริการ อันได้แก่ โครงสร้าง กระบวนการและ/หรือผลลัพธ์ของการดูแลสุขภาพ การรักษาพยาบาล บริการสุขภาพรูปแบบอื่นๆ หรือองค์กรที่เกิดขึ้น ตลอดจนต่อผู้ป่วย ผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและ/หรือสังคม

2. งานวิจัยด้านคุณภาพของการบริการสุขภาพแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม โดยใช้เกณฑ์พิจารณาสำคัญที่สนับสนุนได้แก่ การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในเนื้อหา และระเบียบวิธีวิจัย คือ
1) งานวิจัยเพื่อประเมินคุณภาพ เป็นกลุ่มของงานวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายในการวัดหรือประเมินระดับของคุณภาพของงาน บริการ การรักษาพยาบาล หรือขององค์กร ซึ่งอาจทำเพื่อการประเมินสถานการณ์ ศึกษาหรือประเมินผลลัพธ์หรือผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบในระบบบริการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือวิจัยเพื่อประเมินคุณภาพในเรื่องนั้นๆ ด้วย
2) งานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพ เป็นกลุ่มของงานวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อยกระดับของคุณภาพของบริการสุขภาพ โดยการปรับปรุงระบบ กลไก กระบวนการ แนวทางปฏิบัติ ตลอดจนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาพยาบาล การบริการหรือการบริหาร งานวิจัยกลุ่มนี้อาจนำเสนอในลักษณะกรณีศึกษา หรืองานวิจัยกึ่งทดลองหรืองานวิจัยเชิงทดลอง
3) งานวิจัยเกี่ยวกับระบบการจัดการคุณภาพ เป็นกลุ่มของงานวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อหาองค์ความรู้และแนวทางหรือวิธีปฏิบัติ เพื่อสร้าง สนับสนุน ประเมินหรือพัฒนาระบบของการบริหารจัดการหน่วยงาน องค์กร ตลอดจนระบบบริการสุขภาพในภาพรวม เพื่อให้สามารถธำรงรักษา หรือยกระดับของคุณภาพได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
4) งานวิจัยเพื่อพัฒนาสารสนเทศด้านคุณภาพเพื่อผู้บริโภค เป็นกลุ่มของงานวิจัยที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความต้องการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับการเลือกบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ วิธีการในการให้ข้อมูลคุณภาพแก่ผู้บริโภค การตอบสนองต่อข้อมูล และพฤติกรรมของผู้บริโภค รวมถึงการใช้ข้อมูลคุณภาพเพื่อสนับสนุนการซื้อบริการสุขภาพทั้งโดยผู้รับบริการโดยตรง และบุคคลที่สาม เช่น หน่วยงานด้านประกันสุขภาพ

3. ยุทธศาสตร์เพื่อการส่งเสริมงานวิจัยด้านคุณภาพ จะสะท้อนถึงปัจจัยสำคัญที่นำสู่ความสำเร็จที่มีบูรณาการ ประกอบด้วย การกำหนดทิศทางและนโยบายที่ชัดเจนในการพัฒนาระบบบริการทางสุขภาพ สร้างปัจจัยแวดล้อมที่เหมาะสม ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัย ให้มีการผลผลิตผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างเครือข่ายของนักวิจัยและการสร้างเวทีเพื่อการแลกเปลี่ยนและนำสู่องค์ความรู้ มีการพัฒนาฐานข้อมูล นักวิจัยตลอดจนหน่วยงานต้นสังกัดอย่างเป็นระบบ ให้มีทุนวิจัยและทุนในระบบบริการสนับสนุน และหาผู้ผลักดันที่จะกระตุ้น ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ดังแสดงเป็นแผนที่ยุทธศาสตร์ได้ดังภาพต่อไปนี้





4. ชุดโครงการวิจัยที่มีความเป็นบูรณาการที่น่าสนใจและมีความสำคัญสูงในเบื้องต้น น่าจะได้แก่
4.1 ความปลอดภัยของผู้ป่วย ครอบคลุมประเด็นงานวิจัยได้ใน 3 ลักษณะคือ
• การศึกษาสถานการณ์ของปัญหาและการเฝ้าระวัง ได้แก่ ระบาดวิทยาของความปลอดภัยของผู้ป่วย ความปลอดภัยของผู้ป่วยในบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก คุณภาพและความปลอดภัยของวัสดุทางการแพทย์ เช่น การใช้สีของเข็มหรือหลอดฉีดยา เป็นต้น
• การพัฒนาคุณภาพของบริการเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วย เช่น การวิจัยด้านการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล ระบบสารสนเทศเพื่อคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วย ระบบยาและการบริหารยาในโรงพยาบาล เป็นต้น
• การวางระบบการจัดการคุณภาพ เช่น บทบาทขององค์กรวิชาชีพในการส่งเสริมความปลอดภัยของผู้ป่วย เป็นต้น

4.2 งานวิจัยเพื่อชี้นำและสนับสนุนการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มี 4 กลุ่ม ได้แก่
• ผลกระทบของการจัดระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและองค์ประกอบของระบบต่อคุณภาพของการดูแลสุขภาพ
• การวิจัยเพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมในการดูแลสุขภาพ และบริการรูปแบบใหม่ เพื่อรองรับนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
• การพัฒนาระบบประกันคุณภาพของการบริการสุขภาพระดับพื้นที่ และระบบรับและแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียน
• การพัฒนาระบบข้อมูลคุณภาพของสถานพยาบาล และสารสนเทศที่เหมาะสมเพื่อผู้บริโภค

4.3 งานวิจัยเพื่อสนับสนุนกระบวนการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล เช่น
• การปรับปรุงมาตรฐานที่เหมาะสมสำหรับระบบการจัดการคุณภาพ
• ภาวะผู้นำ และการเสริมสร้างภาวะผู้นำ เพื่อให้สนับสนุนและเอื้ออำนวยต่อการพัฒนาคุณภาพ
• รูปแบบการบริหารจัดการที่เอื้ออำนวยต่อกิจกรรมพัฒนาคุณภาพและการวางระบบการจัดการคุณภาพ
• การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของแพทย์ในกิจกรรมพัฒนาคุณภาพ การทำงานเป็นทีมในการดูแลผู้ป่วย
• การพัฒนาศักยภาพของแพทย์ในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง
• กลวิธีในการสร้างความเชื่อมโยงของระบบการจัดการคุณภาพที่หลากหลายภายในองค์กร
• การวิจัยและพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติ (Clinical practice guidelines) เพื่อการพัฒนาคุณภาพ
• ประเด็นด้านจริยธรรมและสิทธิผู้ป่วยที่มีต่อคุณภาพ


Executive summary

For some time, quality of health care and services has been the topic of major interests of policy makers, health care administrators, health care providers, and consumers and medias in Thailand, as well as abroad. Quality assurance and improvement has gained importance as one of major mechanisms to ensure health security for the population. Nevertheless, to improve quality of the health services system effectively and efficiently at any of the national, provincial, community or organizational levels, we need information and knowledge to guide improvement directions, as well as to determine improvement processes and techniques. Some may be acquired from others, but the others require research, studying and searching for knowledge within our own country. To date, there is no extensive survey on issues in quality of health care and quality improvement that are worth being set as strategies for research in order to bring about knowledge for sustainable quality improvement of our health care system in the future.

This research project comprises two parts. The first part is the review of experiences in researches in quality of health care and setting a preliminary proposal for research question frameworks. The second part is a survey of situations and questions among stakeholders, namely providers and clients, regarding quality of the health services system and quality improvement and a summary of strategies to approach quality of health care research.

This report is the presentation of the findings from the first part of the project. The objectives were to review published research articles on quality of health care, study research experience on quality of health care in Thailand, as well as case studies in other countries. In addition, it aimed to explore problems and doubts concerning quality of health services from the perspectives of policy makers, system administrators, academicians, hospital quality consultants, hospital accreditation (HA) surveyors as well as health care providers and clients. A number of research techniques were applied, including literature review, in-depth interviews, focus groups, brainstorm sessions, and study visits at organizations in the United States of America (USA) and the United Kingdom (UK) during February to December 2003.

The literature review found that researches on quality and quality improvement abroad existed for a long time, and has expanded both in terms of number and scopes. Over the past 20 years, quality of health care researches increased more than 10 folds. To examine in subgroups, there were varieties of researches on quality assessment and quality improvement. Recently, there has been an increasing trend for studies into medical errors. There were not many works on consumer information, particularly those related to consumer protection. They could be in the formats of case studies, systematic review, observational or experimental studies, involving work systems in all levels—namely practices, service processes, organizations, systems, and policy. However, it was noted that a majority of researches on quality were related to medical and nursing services and organization system, rather than health promotion or disease prevention. Many studies we identified by reviewing literature could potentially be applied in Thailand, such as a telephone survey related to service quality, development of quality indicators from data existing in the health system. Some studies could be used to enhance quality management systems in Thailand, such as the accreditation program, home care for patients with certain diseases.

Findings from case studies in USA and UK demonstrated the importance of research and development projects in quality of health care which at this moment became one of the national agendas in health areas. The contexts of the health services system which were associated with researches in quality and quality improvement included clear visions and goals that could demonstrate commitment and challenge. They were usually rooted from crises within the health services systems themselves, and closely linked to political policies in solving problems and developing the systems of the nations. They resulted in higher priority of the quality issues, affecting budget allocation for research and development, as well as adjustment of strategies and organizational structures of research institutions, expansion of epidemiological studies into quality and patient safety, and development of databases from research studies and reporting systems for identifying and monitoring problems. There were pressures from purchasers and consumers, torts and defensive medicine, as well as the demand for information on quality for decision making. There were movements in building system structures, organizational roles in doing research and improvement quality of various aspects of health care. Resources have been gathered from various public and private sources, including insurance agencies, health care authorities and providers, to promote quality of care research. Furthermore, foundation for building knowledge and capacity of human resources and responsible units has been strengthened. There were processes to promote learning, application and cooperation with other countries in terms of research topics, research design and conduct. In addition, there has been an effort to build processes to promote systematic, step-by-step consumer involvement with proper communication and education, to build understanding and enabling research and development institutions to apply consumer feedbacks to set research directions more effectively. These included (1) technical aspects of medical care, (2) effective service delivery, (3) system management and information development, and (4) processes of change and consumer involvement.

The literature review on quality of care and quality improvement research studies in Thailand revealed that research databases in the country were unorganized and out-of-dates. The number of research studies on quality of care and quality improvement was rather small relative to researches on diseases and treatments. Health service quality studies themselves mainly focused upon assessment of medical quality or services. Only a small number of the published articles concerned quality improvement approaches and studied quality management processes and systems, such as risk management, standard development, quality assurance and accreditation. We found no study on public information regarding quality of health care services. Areas of research interest were primarily curative care rather than health promotion, disease prevention and rehabilitation. A large sum of studies was also in nursing, but not many in medical practices. Researches related to organization management were infrequent, but increasingly found among university postgraduate students, particularly in the topic of medication errors.

In conclusion, research on quality and quality improvement varied a lot in topics, understanding, principles, rationale, utilization and research designs, depending upon contexts and perspectives. There were many definitions of quality. It could only be defined broadly. The scope of research was wide. Only a general framework could be defined for the benefit of review and reference in the following areas: health care provided by health professionals, service delivery, service organization and health services systems, including linkages to health insurance mechanisms and development of aspects related to consumers and service purchasers.

This group of research could not apply such strict methodological approaches as medical science research due to content characteristics, limitation of research context and high dynamism. Quality of health care research usually needed area-specific know-how, as well as knowledge and skills in doing research, such as evaluation research. Directions on research topics varied across stakeholders, but experiences from other countries suggested that they must be linked to contexts and development directions of the health services system. To strengthen and sustain research in this area needed concrete strategies.

Major recommendations from this study include:
1. Research on quality of health care services may be defined as research that aims at quality assessment or improvement of health services and development of quality management systems, as well as dissemination of information on quality of health services to consumers. They emphasize application of sciences into practice, aiming to examine effectiveness, and contextual and organizational factors that influence effectiveness—including structure, process and/or outcome of health care, medical treatment, or other types of health services and organizations—as well as influence patients, clients, stakeholders and the society.

2. Quality of health care research can be classified into four categories, using the following criteria: utilization of research findings, content expertise and research methodology.

2.1) Quality assessment studies: Aiming to measure or assess levels of quality of work, services, treatment or organizations. They can be situational assessment, examination of outcomes and impacts of changes or improvements, including tool development.
2.2) Quality improvement studies: Aiming to enhance levels of quality of health services by improving systems, mechanisms, processes, practice guidelines, and activities related to health care, services or management. They can be case studies, quasi-experiments or experiments.
2.3) Quality management system studies: Aiming to come up with know-how and practice to build, support, assess or develop systems to manage organizations and operating units, as well as the overall health services system.
2.4) Consumer information studies: Aiming to study the need for information in choosing quality health services, methods to educate consumers about quality, their responses to information and consumer behaviors. These also include information to support service purchasing arrangement.

3. Strategies to promote quality research should reflect critical success factors, including clear directions for the health services system improvement, enabling environment, promotion of utilization of research findings, continuous research production, researcher network, knowledge sharing forums, quality databases, capacity building for researchers and research institutions, research funding and change agents. This can be shown in the following diagram.




4. Interesting comprehensive research programs which preliminarily receive high priority include the following:
4.1) Patient safety: e.g. situational analysis and surveillance, quality improvement to enhance patient safety and quality management system;
4.2) Studies to lead and support the universal health coverage (UC): e.g. impacts of the national health insurance program on quality of health care, the research to support UC innovations, the area-based quality assurance program and grievance management, and quality information database for health care facilities and consumers;
4.3) Studies to support hospital quality improvement and accreditation: e.g. hospital standard improvement, leadership, hospital management system, physician involvement, patient care team, self-learning, linkages among quality management processes and systems, application of clinical practice guidelines for quality improvement, and ethical and patient right issues.

ระบบบริการสุขภาพและการเงินที่เหมาะสมในเขตกรุงเทพมหานคร และบทบาทของกรุงเทพมหานครภายใต้การปฏิรูปรุ่นที่3 ของระบบสุขภาพของประเทศไทย
ผู้ให้ทุน สำนักงานอนามัย กรุงเทพมหานคร
ผู้วิจัยร่วม นส. สุรีรัตน์ งามเกียรติไพศาล , นส.รักษ์ชนก บุญเหมือน
หน่วยงานวิจัยร่วม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สาขาวิชา บริหารงานสาธารณสุข
สาขาวิจัย เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข
สถานภาพ เสร็จสมบูรณ์
บทคัดย่อ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างหลักประกันสุขภาพให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางด้านสุขภาพได้ตามความจำเป็น โดยบริการนั้นเป็นบริการที่ได้มาตรฐานและประชาชนพึงพอใจโดยคำนึงถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
ด้วยความมุ่งมั่นและความสนใจของสำนักอนามัยกรุงเทพมหานครร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่จะร่วมกันพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่ดีสำหรับประชาชนที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในเขตกรุงเทพมหานคร จึงริเริ่มให้มีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบระบบการดูแลสุขภาพและระบบด้านการเงินที่เหมาะสมในเขตกรุงเทพมหานครและกำหนดบทบาทที่ชัดเจนในด้านการบริการปฐมภูมิและการบริการชุมชนของกรุงเทพมหานครขึ้น โดยแบ่งการศึกษาเป็น 2 ระยะ
การศึกษาในระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ของการดำเนินการในปัจจุบัน ของรูปแบบระบบการดูแลสุขภาพและระบบด้านการเงินในเขตกรุงเทพมหานคร โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้บริหารหรือผู้รับผิดชอบงานบริการปฐมภูมิของโรงพยาบาลที่เป็นแม่โซน (คู่สัญญาหลัก) และโรงพยาบาล / สถานบริการที่เป็นคู่สัญญารอง จากเขตบริการทั้งหมด 14 เขตของกรุงเทพมหานคร โดยใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3 เดือนระหว่างเมษายนถึงมิถุนายน 2547 และระยะที่ 2 นำผลจากการศึกษาระยะที่ 1 มากำหนดทางเลือกในการให้บริการและจัดระบบการเงินในเขตกรุงเทพมหานคร แล้วจัดประชุมเชิงปฏิบัติการระดมสมองจากผู้บริหารหน่วยบริการปฐมภูมิ, ผู้บริหารสำนักอนามัย, ผู้เชี่ยวชาญระบบบริการสุขภาพ และผู้แทนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อกำหนดทางเลือกและบทบาทที่ชัดเจนของกรุงเทพมหานคร

ผลการศึกษาพบว่า การจัดบริการในกรุงเทพมหานครในระยะแรกมีการจัดแบ่งเป็น 14 เขตพื้นที่หรือ 14 โซน เพื่อให้เกิดความเป็นระบบและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติในการบริหารจัดการในระบบ โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ได้รับการจัดตั้งให้เป็นแม่โซน โดยมีโรงพยาบาลรัฐขนาดเล็ก โดยเฉพาะของกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลเอกชน และศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานครเป็นเครือข่ายลูกโซน ทั้งนี้แต่ละโซนมีหน้าที่รับผิดชอบกลุ่มประชากรที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในเขตพื้นที่ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (Catchment area) โดยประชาชนไม่สามารถเลือกสถานพยาบาลได้ โดยโรงพยาบาลแม่โซนแต่ละแห่งรับผิดชอบเขตพื้นที่กว้างใหญ่ไม่เท่ากัน และมีจำนวนประชากรในพื้นที่ไม่เท่ากัน เขตที่มีโรงพยาบาลเอกชนอยู่ จะมีการตัดพื้นที่ในโซนและประชากรที่รับผิดชอบออกไปให้โรงพยาบาลเอกชนดูแลโดยเด็ดขาด ศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานครมีบทบาทหน้าที่ในการให้บริการระดับปฐมภูมิ การให้บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคและบริการชุมชน ซึ่งขอบเขตการให้บริการ อาจได้รับจัดสรรให้ดูแลการให้บริการดังกล่าวเต็มพื้นที่ หรือมีการตัดพื้นที่เขตบริเวณที่ตั้งศูนย์ให้ดูแล

โรงพยาบาลมักมีการจัดบริการดูแลรักษาพยาบาลระดับปฐมภูมิโดยจัดเป็นคลินิกเวชศาสตร์ครอบครัว หรือคลินิกทั่วไปในการดูแลผู้ป่วย ส่วนการจัดบริการที่ศูนย์สุขภาพชุมชนโดยเฉพาะหน่วยบริการที่เป็นศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร มักมีการจัดบริการของหน่วยงานมาแต่เดิมอยู่แล้ว ศูนย์บริการสาธารณสุข จำนวนหนึ่งจะได้รับการเสริมศักยภาพในการให้บริการจากโรงพยาบาลแม่โซน ในขณะที่ ศูนย์บริการสาธารณสุข ที่เหลือต้องช่วยเหลือตนเองในการขยายและปรับปรุงบริการ ทั้งนี้ความสำเร็จขึ้นกับศักยภาพของศูนย์บริการสาธารณสุข และความเชื่อถือศรัทธาที่ประชาชนมีหรือมาใช้บริการก่อนหน้านี้
การจัดบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคส่วนใหญ่ที่มีการจัดเป็นรูปแบบ คือบริการที่มีอยู่เดิมแล้ว อันได้แก่ คลินิกฝากครรภ์และคลินิกเด็กดี อีกส่วนหนึ่งเป็นบริการเชิงรุกลงไปในชุมชนในรูปแบบการเยี่ยมบ้านเพื่อให้สุขศึกษาหรือทำกิจกรรมอื่นๆ การจัดบริการเหล่านี้มักไม่ได้แยกส่วนออกมาจากหน่วยงานที่ให้บริการอยู่ตามปกติแก่ผู้ป่วยกลุ่มอื่นๆ ของโรงพยาบาล และมักไม่ได้ทำกิจกรรมเชิงรุกมากนัก ในขณะที่การให้บริการที่ศูนย์สุขภาพชุมชนมักจะมีการจัดเป็นตารางกิจกรรมให้แก่ผู้รับบริการ และมีกิจกรรมเชิงรุก ซึ่งมักเป็นการทำกิจกรรมที่ต่อยอดจากกิจกรรมเดิมที่เคยมีการดำเนินงานอยู่ ทั้งนี้ในการทำกิจกรรมเชิงรุกในชุมชนจะมี 3 รูปแบบ คือ
1) ทีมของโรงพยาบาล เป็นผู้ดำเนินการซึ่งมักทำได้ในวงจำกัด
2) ทีมของศูนย์บริการสาธารณสุข
3) ทีมของศูนย์บริการสาธารณสุข โดยได้รับความสนับสนุนด้านวิชาการ และ/หรือ บุคลากรจากโรงพยาบาลแม่โซน

ระบบทางการเงินในพื้นที่ต่างๆ มี 4 รูปแบบหลัก คือ การเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลด้วยกฎเกณฑ์เดียวกับส่วนกลาง (สปสช.), การเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลตามค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นจริง, การมีระบบการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลมากกว่า 1 ระบบภายในโซน และการจัดระบบการจ่าย-เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลย่อยขึ้นเองภายในโซน ทั้งนี้ แต่ละโซนมีรูปแบบใดขึ้นอยู่กับระบบบริการและจุดอ่อนจุดแข็งของโซนด้วย

ภายหลังตุลาคม 2546 เมื่อมีการปรับระบบการจัดสรรงบประมาณและการบริหารระบบภายในเขตกรุงเทพมหานครใหม่ โรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน ศูนย์บริการสาธารณสุข ตลอดจนคลินิกเอกชน ที่มีความพร้อมสามารถสมัครเป็นหน่วยบริการคู่สัญญาเพื่อให้บริการระดับปฐมภูมิได้เอง ทำให้มีการยกเลิก 14 โซน ความสัมพันธ์ในลักษณะโซนเดิมที่เป็นทางการสิ้นสุดลง การที่ให้ประชาชนเลือกหน่วยบริการคู่สัญญาได้เอง ทำให้ขอบเขตพื้นที่รับผิดชอบ (Catchment area) ไม่มีอีกต่อไป อย่างไรก็ตามในหลายพื้นที่ โรงพยาบาลแม่โซนยังคงให้ศูนย์บริการสาธารณสุขเดิมเป็นเครือข่ายให้บริการอยู่

ข้อคิดเห็นจากผู้ให้สัมภาษณ์ชี้ให้เห็นว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของการจัดระบบบริการและการเงินของหน่วยบริการและเครือข่ายเพื่อรองรับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ายังมีจุดอ่อนที่เป็นโอกาสพัฒนาที่สำคัญครอบคลุมเรื่องต่อไปนี้ ได้แก่
(1) การเตรียมพร้อมเชิงระบบของกรุงเทพมหานคร เช่น ความไม่ชัดเจนของนโยบายระดับบริหารของกรุงเทพมหานคร การขาดการปูพื้นฐานของระบบและวิธีการประสานงานในการทำงานระหว่างสถานพยาบาลภายใต้สังกัดต่างๆ ภายในกรุงเทพมหานคร ข้อจำกัดของศักยภาพและธรรมชาติของการดำเนินการของแต่ละพื้นที่ การขาดการประเมินทรัพยากรที่จำเป็นและภาระงานของบุคลากรที่จำเป็น ข้อจำกัดในการปรับตัวเนื่องจากระเบียบราชการและวัฒนธรรมภายใน การขาดรูปแบบในการเข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุนการจัดบริการและความไม่เชื่อมโยงของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
(2) การจัดบริการปฐมภูมิและบริการเพื่อรองรับการส่งต่อ เช่น ภาระการให้บริการในสถานพยาบาลของรัฐ การขาดแนวปฏิบัติในการส่งต่อที่ชัดเจน มาตรฐานการดูแล ความไม่เชื่อมโยงของข้อมูลผู้ป่วย ความไม่พร้อมของข้อมูลพื้นที่เพื่อการวางแผนบริการ และข้อจำกัดในการปรับเปลี่ยนบริการของสถานพยาบาล
(3) ทรัพยากรบุคคล เช่น ปัญหาอัตรากำลังคนในศูนย์บริการสาธารณสุข ข้อจำกัดในการจ้างงานและการบริหารอัตรากำลังของสถานพยาบาลของรัฐ การพัฒนาความรู้ เจตคติและทักษะในการปฏิบัติงาน และวัฒนธรรมของการปฏิบัติงาน
(4) ทรัพยากรทางการเงิน และผลกระทบจากกลไกการจ่ายเงิน เช่น ความหลากหลายของระบบ ระบบราชการที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการด้านการจ่ายเงิน สัดส่วนต่างๆ ของการจัดสรรงบประมาณที่ยังไม่มีจุดลงตัวที่ชัดเจน การโยนภาระให้แก่ผู้ให้บริการไปแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ข้อจำกัดของระเบียบการใช้จ่ายของศูนย์บริการสาธารณสุข อัตราค่าตอบแทนกรณีผู้ป่วยส่งต่อที่ยังไม่สอดคล้องกับต้นทุน ระบบการจัดการทางการเงินมีการเบิกจ่ายและชำระหนี้สินที่ล่าช้ามาก เป็นต้น
(5) การกำกับดูแลและบริหารระบบ ที่ยังขาดการกำกับดูแลในเรื่องคุณภาพของบริการที่ประชาชนได้รับอย่างจริงจัง ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงระเบียบและวิธีปฏิบัติต่างๆ บ่อยครั้ง
(6) ความรู้ความเข้าใจ ความต้องการและความคาดหวังของประชาชน ในเรื่องการเลือกสถานพยาบาล ความคาดหวังของประชาชนที่ยังคงเน้นหนักด้านการรักษาพยาบาลและการได้รับยาเพื่อการรักษาพยาบาลเป็นสำคัญ และการแจ้งใช้สิทธิภายหลังการมารับบริการ
(7) การแทรกแซงการปฏิบัติของนักการเมืองในระดับต่างๆ เช่น การกำหนดสิทธิประโยชน์และการพัฒนาบริการบางครั้งไม่อยู่บนพื้นฐานและข้อมูลที่แสดงความจำเป็นและความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากร และการเข้าไปเหนี่ยวนำการเลือกหน่วยบริการระดับปฐมภูมิของประชาชน

ข้อเสนอรูปแบบระบบการดูแลสุขภาพและระบบด้านการเงินที่เหมาะสมในเขตกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย
1) เป้าหมายของการจัดระบบบริการสุขภาพและระบบการเงินในเขตกรุงเทพมหานคร
ได้แก่
ประชาชนได้รับการดูแลสุขภาพให้สอดคล้องกับความต้องการทางสุขภาพและสามารถเลือกใช้บริการอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค, โรคเรื้อรัง, ผู้พิการ
ประชาชนสามารถใช้บริการใกล้บ้านใกล้ใจ ในขณะที่จะได้รับการส่งต่อภายใต้ระบบส่งต่อที่มีวิธีปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ และกลไกการจ่ายเงินที่เหมาะสมกับศักยภาพของสถานพยาบาลและตามความจำเป็นด้านการรักษาพยาบาล แม้จะเป็นการส่งต่อข้ามเครือข่ายการให้บริการต่างสังกัด
ประชาชนที่ย้ายถิ่นและสิทธิ์ว่างได้รับบริการในระบบที่เหมาะสม
สถานพยาบาลมีการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ มีความสามารถในการปรับตัว สามารถทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย และมีความยั่งยืนทางการเงิน
2) ยุทธศาสตร์ของการจัดระบบบริการสุขภาพ คือ การดูแลที่ครอบคลุมมิติบริการในด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค วินิจฉัยและรักษาพยาบาล และฟื้นฟูสภาพร่างกาย ที่สร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ และของประชาชนในระดับที่เหมาะสม
3) ยุทธศาสตร์ของระบบการเงิน คือ การจ่ายเงินสัมพันธ์กับผลิตภาพ (Productivity) การกระจายของเงินเหมาะสมกับภาระงาน การลงทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงในระบบที่ดีขึ้นและเป็นไปได้ และการกำกับควบคุมคุณภาพของระบบบริการและระบบการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล
4) การจัดบริการที่สำคัญสำหรับบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ประกอบด้วย บริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในชุมชน ได้แก่ การให้ข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ สร้างผู้นำชุมชน / อาสาสมัครด้านสุขภาพ สร้างสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เอื้อต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง การพึ่งพาตนเอง และบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในสถานพยาบาล ได้แก่ การให้วัคซีนและภูมิคุ้มกันโรคแก่ประชาชน การดูแลสุขภาพประชาชนที่มีภาวะเสี่ยงต่างๆ ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ การดูแลพัฒนาการของเด็ก และประชาชนลุ่มเสี่ยงอื่นๆ
5) การจัดบริการวินิจฉัยโรคและรักษาพยาบาล โดย สร้างระบบให้บริการอุบัติเหตุ-ฉุกเฉินที่ครบวงจร จัดระบบการส่งต่อที่สอดคล้องกับศักยภาพของโรงพยาบาล การสร้างเครือข่ายการส่งต่อโดยคำนึงถึงความต่อเนื่อง (Continuity) ของการดูแลสุขภาพ และสามารถเข้าถึงได้ (Access) เสริมสร้างทักษะการดูแลผู้ป่วยของชุมชน การส่งต่อผู้ป่วยกลับสู่ชุมชน
6) การจัดบริการดูแลสุขภาพระยะยาวและฟื้นฟูสภาพร่างกาย โดยสร้างชุมชนให้ยอมรับและมีความมั่นใจในการดูแลผู้ป่วย สร้างระบบการเยี่ยมบ้านโดยบุคลากรทางการแพทย์อย่างสม่ำเสมอตามความจำเป็น สร้างเสริมทักษะการทำกายภาพ บำบัดแก่ญาติและชุมชน กระตุ้นการมีส่วนร่วมและให้โอกาสของผู้พิการต่อชุมชนเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้พิการ สร้างเครือข่าย / ชมรม ผู้ป่วยด้วยโรคหรือความพิการลักษณะเดียวกัน เพื่อการดูแลซึ่งกันและกัน (Self Help Group) จัดโครงการหรือกิจกรรมให้ผู้ป่วยหรือผู้พิการได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน
7) การจัดการด้านการเงิน มีหลักการสำคัญ คือการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมกับกิจกรรมหรือบริการที่เน้นผลลัพธ์ต่อประชาชนโดยตรง เหมาะสมกับภาระงานและต้นทุน ตรวจสอบได้โดยอาจกำหนดกฎเกณฑ์การจ่ายเงินให้สามารถให้บริการเชิงรุกในชุมชนได้อย่างคล่องตัว ในขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครก็ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อการเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในการสร้างเสริมสุขภาพ การตรวจสอบคุณภาพร่วมกับประเมินผลิตภาพ โดยกำหนดแผน การประเมินและตัวชี้วัดที่ชัดเจน การตรวจสอบคุณภาพของข้อมูลการเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลและคุณภาพของข้อมูลด้านการรักษาพยาบาล เพื่อป้องกันความผิดพลาดของข้อมูล
8) การจัดโครงสร้างของระบบบริการสุขภาพในเขตกรุงเทพมหานครที่ครอบคลุมอย่างแท้จริงควรคำนึงถึงประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก มากกว่าสิทธิของประชาชนตามระบบประกันสุขภาพ ประสานผู้ให้บริการในพื้นที่ด้วยระบบบริการรูปแบบเดียวกันหรือเชื่อมโยงกัน เป็นเครือข่ายบริการที่สามารถปฏิบัติการได้โดยสมบูรณ์ (Operational unit) ในขณะที่มีความเชื่อมโยงสู่ผู้ให้บริการภายนอกพื้นที่เพื่อการส่งต่อ ให้ประชาชนได้รับบริการอย่างต่อเนื่องและสมบูรณ์

บทบาทของกรุงเทพมหานครในการบริการปฐมภูมิและการบริการชุมชนของกรุงเทพมหานคร ควรยึดหลักการดังนี้
• นโยบายของการจัดระบบบริการปฐมภูมิและการส่งต่อควรยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้เกิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าสำหรับประชาชนทุกคนในเขตกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริง สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงบริการปฐมภูมิมิได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มที่มีสิทธิภายใต้ระบบของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเท่านั้น
• การจัดระบบบริการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอยู่บนพื้นฐานของการกำหนดเป้าหมายของการดูแลสุขภาพของประชาชนทั้งหมดอย่างครอบคลุม
• การกำหนดเป้าหมายนำสู่การวางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของระบบบริการสุขภาพในเขตกรุงเทพมหานคร
• ยุทธศาสตร์เป็นหลักของการจัดโครงสร้างของระบบบริการ การปรับเปลี่ยนรูปแบบของการบริการ การจัดระบบบริหารทรัพยากรบุคคลตลอดจนระเบียบที่เกี่ยวข้อง
• การปรับระบบจำเป็นต้องอาศัยแนวคิดปฏิรูปเชิงนวัตกรรม และต้องการการลงทุน
• การดูแลการเข้าถึงบริการของประชาชนไม่ควรจำกัดขอบเขตอยู่แต่เฉพาะหน่วยบริการในสังกัดของกรุงเทพมหานครเท่านั้น แต่ควรพิจารณาถึงศักยภาพและการดำเนินงานของระบบในภาพรวมทั้งหมดในเขตกรุงเทพมหานคร
ดังนั้นบทบาทของสำนักอนามัย กรุงเทพมหานครที่สำคัญ ได้แก่
1) การกำหนดและผลักดันเป้าหมายตลอดจนนโยบายของการดูแลสุขภาพในระดับปฐมภูมิและการส่งต่อ รองรับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ครอบคลุมการกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ เครื่องชี้วัด เป้า และนโยบาย ด้านการสร้างสุขภาพ การลดภาวะเสี่ยงทางสุขภาพการรักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยเฉียบพลัน การรักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน การรักษาพยาบาลกรณีเจ็บป่วยเรื้อรัง การฟื้นฟูสภาพกรณีมีความพิการ และสื่อสาร ถ่ายทอดเป้าหมาย และการผลักดันการดำเนินการตามเป้าหมาย
2) การสนับสนุนทางการจัดการ ได้แก่ การจัดโครงสร้างเพื่อการจัดการระบบและการประสานบริการ การปรับปรุงระเบียบและกฎเกณฑ์ให้ทันต่อการรองรับสถานการณ์ การพัฒนาระบบสารสนเทศ ระดับระบบและระดับองค์กร การปรับวัฒนธรรมการทำงานขององค์กร
3) การจัดการความพอเพียงทางทรัพยากร ได้แก่ การศึกษาต้นทุนและการวางระบบบัญชีต้นทุนของการบริการของหน่วยงาน การวางระบบงบประมาณและการเงินเพื่อบริการ และการพัฒนาระบบบัญชีเกณฑ์คงค้าง ระบบบัญชีเงินทุนของหน่วยบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ อัตรากำลัง (Manpower) และสมรรถนะ (Competency) ของบุคลากร การทบทวนและปรับปรุงระบบบัญชียาของศูนย์บริการสาธารณสุข
4) การสนับสนุนทางวิชาการ ครอบคลุม การพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติ สำหรับการให้บริการปฐมภูมิในเขตเมือง การพัฒนาต้นแบบของการจัดบริการปฐมภูมิในเขตเมือง การสร้างเครือข่ายเพื่อการพัฒนาบริการแบบโซนนิ่ง และระบบในการพัฒนาผู้บริหาร และการสืบทอดตำแหน่ง
5) การติดตามประเมินผลและประกันคุณภาพ ซึ่งควรให้มีการตรวจเยี่ยมสถานพยาบาล ซึ่งอาจดำเนินการเองหรือดำเนินการร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การวางระบบและเก็บข้อมูลมาตรฐานการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะการบริการที่ให้แก่ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การสำรวจความพึงพอใจของชุมชน และการสำรวจปัญหาสุขภาพของประชาชนในชุมชน







Abstract

During the past three years, the universal health coverage has been one of the most important government’s policies which aims to provide all of their people an equal opportunity to standard and satisfied health care services.

With this in mind, the Department of Health, Bangkok Metropolis Administration in corporation with the Faculty of Medicine, Chulalongkorn University, have initiated a systematic research which subsequently enables to develop both health care and financial systems appropriated for the provision of primary and community care within the area of Bangkok Metropolis. The research process is divided into two phases.

Phase 1, the current health care and financial systems of the main contracting hospitals and the subcontractors from 14 zones within Bangkok Metropolis are assessed. From April to June 2004 (3 months), the management and providers of primary care are scheduled to be in-depth interviewed. Findings from phase 1 shall be used in formulating alternative systems of health care and finance which is the prime concern of phase 2. Moreover, health care providers, such as management of the contracting unit for primary care and of the Department of Health, experts from the area of health system, and representatives from the National Health Security Office are supposed to contribute their efforts in a workshop.

As far as the administration of health care in Bangkok Metropolis is concerned, the zoning system was applied to facilitate an effective hospital management system. The area of Bangkok Metropolis was then divided into 14 zones on the grounds of geographical proximity. Within each zone, 1) the main contractor – a big size government hospital and 2) subcontractors – smaller Bangkok Metropolis hospitals, private hospitals, and 3) health centres were responsible for health care of the insured people residing in the zone. Among the main contractors, variations laid in terms of their catchment area and numbers of insured people under their care. However, the insured people were not allowed to choose their main contractor.
Private hospitals and health centres also played a crucial role in this system of health care, albeit rather different from that of the main contractors. In a zone where private hospitals took part in the system as subcontractors, it was compulsory that their catchment area must clearly be specified. However, fundamental health care was still in the hand of the health centre. This generally includes the provision of primary care, health promoting and disease preventing, and community services.

As fundamental health care is second to none and health centres have long been the basic element of the existing health care system, it was thus important that the potentiality of health centres across Bangkok Metropolis must be developed accordingly. The health centre itself must, on the one hand, do its best to gain recognition and good reputation from the public. The main contractors – government hospitals, on the other hand, are supposed to help the health centre to achieve its full potential. At the same time, they also provided primary care through the so-called Family Clinic or general clinic.

Apart from primary care, health promoting; disease preventing and community services are non-disposable elements of a good health care system. For the most part, a focus of these health–related activities in hospitals had largely been on the antenatal clinic and Well Baby Clinic which operated on a fixed schedule basis, as opposed to a proactive community-based approach such as a home-visit for health education or others. Pro-active activities were running by 3 parties:-
1) A hospital team (the capacity of running activities is usually limited)
2) A health centre team
3) A health centre team under the auspice of the main contractor

A good financial system is another vital part of the whole health care. Reimbursement within a zone varied greatly, depending on particularities and strengths & weaknesses of each zone.

However, after October 4, 2003 the financial system, particularly financial allocation, and the administration of health care within Bangkok Metropolis have been revised thoroughly. Since then it is possible that capable/ potential hospitals both government and private, health centres, and private clinics can apply to join the contractor for primary care and the insured people can choose their own contractor. As a result, the zoning system and the designation of catchment area have then been terminated.

Interviews reveal that the service and financial administrations of the contractors and network should be further developed in areas listed below so as to accommodate demands of the universal coverage:-
(1) Efficient administration system of Bangkok Metropolis: including clear administrative policies, cooperation amongst health care providers, continual assessments of available resources and distributions of work load, a supportive culture conducive to adjustment and adaptation of the organisation, and a provision of training in areas such as service management and information system.
(2) Effective primary care and patient referral systems: including an appropriate work load particularly in government hospitals, a referral protocol, standards of care, a connectivity and sharing of information, a service planning, and situational adjustments.
(3) Human resource management: including an effective utilization of manpower, fair employment and management of manpower, a provision of on-the-job training, and a promotion of egalitarian working culture.
(4) Financial management: including a development of transparent financial system which promotes fair budget allocation and in time payment systems.
(5) Governance of the system: including a good supervision system for quality of care and a continuation of policies and practices.
(6) Good knowledge and true understanding: including a dissemination of correct information about, for instance, insurance status and a promotion of positive attitudes towards treatment and drug dispensing.
(7) Customer-oriented:

In line with this are suggestions for the development of desirable health care and financial systems in the Bangkok area:-
(1) The health care and financial systems should aim to promote:-
 Proper health care according to health needs, especially clients of P&P (prevention and promotion of health), clients of chronic diseases, and the disable.
 Easy access and appropriate referral and payment systems
 Appropriate care for both in- and out-migrants
 Efficient operation, adaptation, networking and financial sustainability.
(2) Health care services should include activities of health promotion, disease prevention, proper diagnosis and treatment, and, finally, rehabilitation. Participation amongst several sectors (the government and the civil society) must also be strengthened.
(3) Financial strategy is another vital element of the health care system. An effective financial system must take, at least, 3 factors into consideration. Firstly, a fair financial allocation should strategically base on productivity and work load. Secondly, government’s investment and strenuous uses of resources are unavoidable if changes in the structure of health care system are to be expected. And lastly, quality of service and billing system must be assured.
(4) As mentioned in (2), health promotion and disease prevention are not an easy task. They include a vast array of activities taken place both in a community and in a venue of health care providers. Health volunteers and leaders in the community play a key role in disseminating health-related information and communication, resulting in a healthy social and physical environment conducive to a higher level of quality of life and self-reliance of the people and the community. At the same time, health care providers must be in charge of vaccination for those who are in health risk conditions such as pregnant women, and children.
(5) In an unfortunate situation like accident, the diagnosis and care of a patient must be conclusive. It is important that the referral system and networking are concerned with a hospital’s resources and capacity, continuity of care, and accessibility. Moreover, the system should be capable of rehabilitating the patient back to community.
(6) A provision of health care to and rehabilitation of a patient are indeed ongoing activities which should take place in a community setting. The goal is for the benefits of the patient, let alone the community. The suggested activities are, namely, a regular and timely home visit by medical staff, Physical Therapy, establishing a self-help network/ group among people sharing the same experience. All aim to strengthen ties in the community.
(7) The provision of health care within Bangkok Metropolis should be area-based rather than scheme-based.

Apart from the aforementioned health care and financial systems, Bangkok Metropolis Administration is also responsible for a provision of primary care and community service. Below are fundamental principles:-
• The policies for the primary care services and referral systems should be client-focused so as to ensure universal health coverage. The rights of the people to access primary care should not be limited to those under the “30-baht” scheme.
• The effective and efficient service systems depend upon the setting of holistic goals of health care.
• Goal determination leads to strategy formulation for the health services system in Bangkok.
• The strategies will lead to organization of the system, changes in services, human resources management, as well as rules and regulations.
• System change requires innovative reform concepts, and investment.
• Management of accessibility of the Bangkokian should not be limited to health care providers under BMA, but it should include the whole system in the Bangkok area.

Therefore, the Health Department, Bangkok Metropolitan Administration, as the key agency, should accordingly play its roles in various key areas which are:-
(1) To set policies regarding the provision of primary health care and the referral system to compliment the universal coverage. In addition, goals, objectives, indicators, policies towards health promotion and issues such as risk reduction, emergency care, treatments of chronic diseases, rehabilitation, and health communication must also be determined and put across.
(2) To provide facilities or to pave the ground for the efficient operation. An organizational restructuring also in terms of culture and the development of information system at the local and organizational levels may well be the first step to achieve the desirable health care system in the long run.
(3) To facilitate the proper allocation of resources to ensure adequacy of resources, including a cost study, a cost accounting system, a budgeting and financial system for services, as well as development of an accrual accounting system, manpower and their competencies and supply of medicine.
(4) To provide technical support by developing academic strength at least in areas, such as clinical practice guidelines for primary care in the urban area, a model for primary care services in the urban area, and leadership training.
(5) To assess and assure quality of services. It is recommended that all health care providers must be visited by the department or by both the department and the National Health Security Office. Moreover, it is important to set up a data base system which allows the collection of information about standards and quality of care, especially amongst chronically ill patients and the survey of satisfaction and health problems of people in the community.












ต้นทุนและรูปแบบการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตามชุดสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
ผู้ให้ทุน สำนักการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส)
ผู้วิจัยร่วม น.ส.สุรีรัตน์ งามเกียรติไพศาล
สาขาวิชา บริหารสาธารณสุข
สาขาวิจัย เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข
สถานภาพ เสร็จสมบูรณ์

ผลงานวิจัย/วิชาการ
  • บทความทางวิชาการและบทฟื้นฟูวิชาการ
    1. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. "แรงจูงใจในการทำงาน" จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2536; 37(7): 435-42.

    2. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. "คุณภาพของบริการทางการแพทย์กับแนวคิดทางการตลาด" จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2537; 38(4): 169-78.

    3. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ และ มยุรี จิรวิศิษฏ์. "การใช้อัตราตายของผู้ป่วยเพื่อประเมินคุณภาพบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาล: แนวคิด ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องแม่นยำ" จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2538; 39(7): 607-15.

    4. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. "การจัดการคุณภาพทั้งองค์กรในโรงพยาบาล: แนวคิด การนำไปปฏิบัติ และความสำเร็จ " จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2539; 40(10):861-75 .

    5. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. “การรับรองโรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกา.” ใน: มีใจ มีคุณภาพ. เอกสารประกอบการประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างโรงพยาบาลในโครงการพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (Hospital Accreditation).” วันที่ 6-7 สิงหาคม 2541 ณ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์. กรุงเทพมหานคร: 2-31 – 2-40.

    6. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. “เส้นทางสู่ Hospital Accreditation: ประเด็นที่น่าสนใจสำหรับการเดินทางและเป้าหมาย.” ใน: เส้นทางสู่การพัฒนาคุณภาพบริการเพื่อประชาชน. เอกสารประกอบการประชุมระดับชาติเรื่อง การพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ครั้งที่ 1.” วันที่ 24-26 พฤศจิกายน 2541 ณ แพทยสมาคม. กรุงเทพมหานคร: 71-3.

    7. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. พัฒนาคุณภาพบริการทางการแพทย์: มุ่งที่ผลลัพธ์หรือมุ่งที่กระบวนการ. บทบรรณาธิการ. จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2542. 43 (9): 615-6.

    8. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. เมนเนจด์แคร์: การดูแลรักษาภายใต้การจัดการ. จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2542. 43 (9): 617-30.

    9. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. การบริหารจัดการโรงพยาบาลบนพื้นฐานของผลการปฏิบัติงาน. วารสารนโยบายและแผนสาธารณสุข 2543. 3(1): 40 – 45.

    10. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ และภิรมย์ กมลรัตนกุล. เหตุจากการปฏิรูประบบบริการสุขภาพ: การคาดการณ์ผลกระทบของความเสี่ยงต่อการฟ้องร้องตาม พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติต่อระบบบริการสุขภาพ. แพทยสภาสาร 2546.


  • หนังสือและตำรา
    1. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. การเลือกแบบจำลองสำหรับงานวิจัยระบบบริการสาธารณสุข. ใน:ทัสสนี นุชประยูร และเติมศรี ชำนิจารกิจ (บรรณาธิการ). สถิติในวิจัยทางการแพทย์. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พ.ศ.2541; หน้า 367–395.
    2. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. การทดสอบความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องของเครื่องมือวิจัย. ใน: บดี ธนะมั่น และทัสสนี นุชประยูร (บรรณาธิการ). การวิจัยชุมชนทางการแพทย์. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. พ.ศ.2541; หน้า 241-263.
    3. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. ประสบการณ์การรับรองคุณภาพโรงพยาบาลในต่างประเทศ. ใน:คุณภาพสู่ประชาชน. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. พ.ศ.2542; หน้า 7 - 43.
    4. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ และคณะ. เครื่องชี้วัดคุณภาพโรงพยาบาล. นนทบุรี: สถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล. พ.ศ. 2543.
    5. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. ประสิทธิภาพในระบบสุขภาพ. หนังสือชุดสุขภาพคนไทย ปี พ.ศ.2543. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. พ.ศ. 2543.
    6. อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล และจิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. คุณภาพของระบบสุขภาพ. หนังสือชุดสุขภาพคนไทย ปี พ.ศ.2543. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. พ.ศ. 2543.
    7. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. “ คุณภาพข้ามขอบฟ้า.” : คุณภาพสู่ประชาชน นนทบุรี: สำนักงานโครงการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข. 2542 : หน้า 7 - 43.
    8. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. “พัฒนาคุณภาพบริการทางการแพทย์: มุ่งที่ผลลัพธ์หรือมุ่งที่กระบวนการ”. จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2542. 43 (9): 615- 616
    9. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. “เมนเนจด์แคร์: การดูแลรักษาภายใต้การจัดการ”. จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2542. 43 (9): 617-630
    10. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, สมเกียรติ โพธิสัตย์, ยุพิน อังสุโรจน์,จารุวรรณ ธาดาเดช, ศรานุช โตมรศักดิ์. เครื่องชี้วัดคุณภาพโรงพยาบาล. กรุงเทพฯ: บริษัทดีไซร์ จำกัด นนทบุรี2543.
    11. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. “ การบริหารจัดการโรงพยาบาลบนพื้นฐานของผลการปฏิบัติงาน”. วารสารนโยบายและแผนสาธารณสุข. 2543. 3(1): 40 – 45.
    12. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. เอกสารการสอนชุดวิชา “หลักเศรษฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข 53405” หน่วยที่ 11 การประกันสุขภาพ. นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2545: 103 – 155
    13. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. เอกสารการสอนชุดวิชา “หลักเศรษฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข 53405” หน่วยที่ 12 การวิเคราะห์ต้นทุน ตอนที่ 12.1 และ ตอนที่ 12.2. นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2545: 160 – 185.
    14. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ และคณะ. “การบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ : การถ่ายทอดยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ.” ใน: 30 ประเด็น สู่แผนการพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 9. นนทบุรี: สำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข. 2545: 257 - 293.
    15. Sriratanaban J. Civil servant medical benefit scheme: Unregulated fee-for-service and cost escalation. In: Pramualratana P. and Wibulpolprasert S. (eds.) Health Insurance System in Thailand. Nonthaburi: Health Systems Research Institute, 2002: 43 – 51.
    16. Sriratanaban J. Quality assurance system for health care in Thailand. In: Pramualratana P. and Wibulpolprasert S. (eds.) Health Insurance System in Thailand. Nonthaburi: Health Systems Research Institute, 2002: 156 – 163.
    17. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ และจเด็จ ธรรมธัชอารี. “การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคภายใต้การจัดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า. ใน: เอกสารวิชาการเพื่อนำสู่การแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในการประชุมวิชาการ “พลังปัญญา: สู่การพัฒนาหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า. เล่มที่ 3 พัฒนาการของระบบบริการ.” นนทบุรี: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. 2547: 45 - 68.
    18. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. ปรามวลสาระชุดวิชา “การบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาโรงพยาบาล 58703” หน่วยที่ 5 การจัดการงบประมาณ. นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2545: 337 -379.
  • งานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์
    1. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, กาญจน์สุดา ทองไทย, ธันยวีร์ ภูธนกิจ, อัญชลี คนตรง. "การเข้าร่วมกิจกรรม นอกหลักสูตรของนิสิตแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย". จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2537; 38(7): 399-405.
    2. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. "ความผิดปกติของเอนไซม์ตับในผู้มารับบริการตรวจสุขภาพ ณ คลินิกเวชศาสตร์ป้องกัน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์". จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2537; 38 (10): 565-570.
    3. องอาจ วิพุธศิริ, จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, มยุรี จิรวิศิษฎ์. "การสถาปนา TQM ในโรงพยาบาลรัฐ ตอนจุดเริ่มต้นและภาพรวม". วารสารสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข 2539; 4(3):148-157.
    4. บุญนาท ลายสนิทเสรีกุล, กิจประมุข ตันตยาภรณ์, จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. “การเปรียบเทียบคะแนนสอบปฏิบัติการทางคลินิกแบบปรนัย ปี 2536 ระหว่างหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต 3 หลักสูตรของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2539; 40(4): 289-298.
    5. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. “ความแตกต่างเชิงกลยุทธระหว่างโรงพยาบาลเอกชนในเขตกรุงเทพและปริมณฑล: นัยเพื่อการวางแผนนโยบาย.” จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2541; 42(3): 157 - 172.
    6. Sriratanaban J, Srichatrapimuk K, Kositanurit I. “Intention of Private Hospitals to Become Main Contractors in the Prepaid Social Security Scheme in Thailand: Why and Why not?.” Southeast Asia Journal of Tropical Medicine and Public Health 1998. 29(4): 805 – 813.
    7. Sriratanaban J., Chiravisit M., Viputsiri O. “Predictors of leadership styles of medical students: A study at Chulalongkorn University.” Journal of Medical Association of Thailand 1999. 82(9): 900 – 906.
    8. Sriratanaban J., Supapong S., Kamolratanakul P., Tatiyakawee K., Srithamrongsawat S. “Situational analysis of the health insurance market and related educational needs in the era of health care reform in Thailand.” Journal of Medical Association of Thailand 2000. 83(12): 1492 – 1501.
    9. Yip, WC., Supakankunti S., Sriratanaban J., Janjaroen WS., Pongpanich S. Impact of capitation payment: The Social Security Scheme of Thailand. Applied Research 2, Working Paper No.4. Bethesda, MD: Partnership for Health Reform Project, Abt Associates Inc. January 2001.
    10. จุฑามาศ โมฬี, จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, มานพ เงินวิวัฒน์กุล.”ต้นทุนต่อหน่วยของบริการผู้ป่วยประกันสังคม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.” จุฬาลงกรณ์เวชสาร 2544: 45(2) : 129 -42.
    11. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, สุกัลยา คงสวัสดิ์. “ระบบ กลไก และวิธีการจ่ายค่าบริการสุขภาพเพื่อความเป็นธรรม ประสิทธิภาพ และคุณภาพบริการ.” รายงานการศึกษาประกอบการปฎิบัติรูประบบสุขภาพและการร่างพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ........ ; 2544. กรุงเทพฯ: สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข :1-114.
    12. Sithisarankul P, Santiyanont R, Wongpinairat C, Silva P, Rojanajirapa P, Wangwongwatana S, Srinetr V, Sriratanaban J, Chuntutanon S. “Situation Analysis of Occupational And Environmental Health Laboratory Accreditation In Thailand” Southeast Asian J Trop Med Public Health 2002. 33(2): 400 – 409.
    13. Teppakdee A, Tangwitoon A, Khemasuwan D, Tangdhanakanond K, Suramaethakul N, Sriratanaban J, Poovarawan Y. “Cost-Benefit Analysis Of Hepatitis A Vaccination In Thailand” Southeast Asian J Trop Med Public Health 2002. 33(1): 118 – 127.
    14. Sriratanaban J., Wanavanichkul Y. “Implementing Hospital-wide Quality Improvement in Thailand : A Case Study of King Chulalongkorn Memorial Hospital.” The Joint Commission Journal on Quality and Safety 2004. 30(5): 246- 256
  • งานวิจัยอื่นๆ
    1. องอาจ วิพุธศิริ, จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, มยุรี จิรวิศิษฎ์. "รายงานผลการศึกษาวิจัยประเมินผลโครงการนำรองการพัฒนาคุณภาพบริการในโรงพยาบาลของรัฐด้วย TQM.” ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์-มหาวิทยาลัย สนับสนุนโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. พฤษภาคม 2540.
    2. Jiruth Sriratanaban. “Predictors and Consequences of Participation in a Social Insurance Program among Private Hospitals in Bangkok and Vicinity: A Strategic Management Perspective.” A Ph.D. Dissertation. Johns Hopkins University, USA. 1998.
    3. ภิรมย์ กมลรัตนกุล และคณะ. “รายงานผลโครงการฝึกอบรม Health Insurance Management ระยะที่ 1: การวิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการฝึกอบรมทางด้าน Health Insurance Management.” คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. โครงการศึกษาภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานปฏิรูประบบสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข. พ.ศ.2541.
    4. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, วิชช์ เกษมทรัพย์. “การประกันสุขภาพภาคเอกชน: ประสบการณ์ของต่างประเทศ.” รายงานการศึกษาได้รับทุนอุดหนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. กุมภาพันธ์ 2542.
    5. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, ชาญวิทย์ ทระเทพ.”การจัดการเทคโนโลยีทางการแพทย์ประเภทครุภัณฑ์ราคาแพง: การทบทวนองค์ความรู้ระดับนโยบาย.” รายงานการศึกษาได้รับทุนอุดหนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. ตุลาคม 2542.
    6. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, สมเกียรติ โพธิสัตย์, ยุพิน อังสุโรจน์, จารุวรรณ ธาดาเดช, ศรานุช โตมรศักดิ์. “โครงการวิจัยและพัฒนาเครื่องชี้วัดคุณภาพบริการของโรง-พยาบาล ในโครงการ Hospital Accreditation ระยะที่ 1.” รายงานการศึกษาได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขและสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล. มกราคม 2543.
    7. มัทนา พนานิรามัย, ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล, กำจร ตติยกวี, จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ และคณะ. “วิสัยทัศน์การปฏิรูประบบสุขภาพจากมุมมองของกลุ่มผู้นำประเทศด้านการพัฒนาสังคม.” สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. พ.ศ. 2543.
    8. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. “การจัดองค์กรและการเปลี่ยนแปลงการจัดการของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลและประกันสุขภาพ.” รายงานการศึกษาประกอบการปรึกษาหารือเพื่อปฏิรูประบบ สวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ. สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. กรกฎาคม 2543.
    9. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, ยุพิน อังสุโรจน์. “รายงานการวิจัย การประเมินผลกระทบโครงการพัฒนาเพื่อการส่งเสริมและรับรองระบบคุณภาพโรงพยาบาล (Hospital accreditation).” รายงานการศึกษาได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขและสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล. กันยายน 2543.
    10. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล, พันธุ์ทิพย์ ธรรมสโรช, สุกัลยา คงสวัสดิ์, พิชญ์ รอดแสวง, สินิทธิ์ โขนงนุช. “รายงานสรุปการประเมินผลแผนพัฒนาการสาธารณสุขในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540 - 2544).” สำนักนโยบายและแผนสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. มกราคม 2544.
    11. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, สุรีรัตน์ งามเกียรติไพศาล. “ต้นทุนและรูปแบบของการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตามชุดสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า.” โครงการวิจัยโดยความสนับสนุนของกลุ่มสถาบันแพทย์ศาสตร์แห่งประเทศไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ. พ.ศ.2547.
    12. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, สุรีรัตน์ งามเกียรติไพศาล, รักษ์ชนก บุญเหมือน. “วิจัยระบบบริการสุขภาพและการเงินที่เหมาะสมในเขตกรุงเทพมหานคร และบทบาทของกรุงเทพมหานครภายใต้การปฏิรูปรุ่นที่ 3 ของระบบสุขภาพของประเทศไทย.” โครงการวิจัยร่วมระหว่างกรุงเทพมหานครและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สนับสนุนโดยสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. กันยายน 2547.
    13. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, จเด็จ ธรรมธัชอารี, สรรธวัช อัศวเรืองชัย, กฤษณ์ พงศ์พิรุฬห์, ภรณี เหล่าอิทธิ. “โครงการคำถามการวิจัยและปัญหาที่ควรได้รับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพของบริการสุขภาพในประเทศไทย: ระยะที่ 1.” รายงานการศึกษาได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. มกราคม 2547.
    14. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, สุกัลยา คงสวัสดิ์, ภรณี เหล่าอิทธิ. “โครงการการศึกษาผลกระทบของการออกนอกระบบราชการไปอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐต่อการจัดบริการทางสุขภาพภายในโรงพยาบาลบ้านแพ้ว (โครงการที่ 3).” รายงานการศึกษาได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. เมษายน 2548.
    15. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์, จเด็จ ธรรมธัชอารี, สรรธวัช อัศวเรืองชัย, กฤษณ์ พงศ์พิรุฬห์, ภรณี เหล่าอิทธิ. “โครงการคำถามการวิจัยและปัญหาที่ควรได้รับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพของบริการสุขภาพในประเทศไทย: ระยะที่ 2.” รายงานการศึกษาได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. พฤษภาคม 2548.
    16. จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์. “การทบทวนความสำเร็จและโอกาสพัฒนาของการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าตามกรอบข้อเสนอระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พ.ศ. 2544.” รายงานการศึกษาได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข. พฤษภาคม 2548.


  • การนำเสนอผลงานในที่ประชุมวิชาการ
    1. Sriratanaban J., Laoitthi P., Pahuwicha P. “Impacts fo the Prepaid Social Security Scheme on Private Hospitals in the Bangkok Area.” Association of Health Services Research, 16th Annual Meeting. June 27-29, 1999. Chicago, IL, USA.
    2. Sriratanaban J., Supapong S., Kamolratanakul P., Tatiyakawee K., Srithamrongsawat S. “Situational analysis of the health insurance market and exploration of related educational needs in the era of health care reform in Thailand: Public and private perspectives.” American Public Health Association, 127th Annual Meeting. November 7-11, 1999. Chicago, IL, USA.
    3. Sriratanaban J., Potisat S., Ungsuroj Y., Tadadej C., Tomornsak S. “Development of hospital quality indicators for the hospital accreditation program in Thailand.” American Public Health Association, 128th Annual Meeting. November 12-16, 2000. Boston, MA, USA.
    4. Sritanaban J., Vanavanitkun Y., Kosolbhand P., Pongkiatchai R., Palachote R. “Application of a strategy map in organizing and communicating hospital quality improvement strategies: A case of King Chulalongkorn Memorial Hospital.” The 2nd Asia-Pacific Forum on Quality Improvement in Health Care. September 11-13, 2002. Singapore.

รางวัลที่เคยได้รับ
ลำดับรางวัลทางวิชาการรางวัลเกียรติยศ/ทั่วไป
1พ.ศ. 2534 เหรียญทอง แพทยศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพ.ศ.2544 เกียรติบัตรโครงการวิจัยทุนรัชดาภิเษกสมโภชที่มีการบริหารโครงการดีเเยี่ยม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
2พ.ศ. 2537-40 ทุนทบวงมหาวิทยาลัย
3พ.ศ. 2541 Phi Beta Kappa,The Johns Hopkins University, USA

 

| Home | หน้าหลัก | สืบค้นข้อมูล | ลงทะเบียน | ลืม password |

http://stscholar.nstda.or.th