Scholar Information System  

 

สมพร รุ่งเรืองกลกิจ

ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อ-นามสกุล น.ส.สมพร รุ่งเรืองกลกิจ
สายงาน/ตำแหน่ง รองศาสตราจารย์
ระดับ 8
สำนัก/กอง/ภาควิชา/คณะ การพยาบาลจิตเวชศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์
กรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น
กระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ
ความเชี่ยวชาญ/ความสนใจ 1.ครอบครัวกับการดูและสมาชิกที่เจ็บป่วยเรื้อรัง
2.ความคิดกับภาวะซึมเศร้า

ส่ง e-mail ถึง สมพร รุ่งเรืองกลกิจ

ข้อมูลการศึกษา

ปริญญาตรี
แหล่งทุน ทุนส่วนตัว
ชื่อปริญญา วิทยาศาสตรบัณฑิต,ปริญญา
สาขาวิชาเอก พยาบาลและผดุงครรภ์
เน้น พยาบาล
สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ประเทศ ไทย
สำเร็จการศึกษาปี พ.ศ. 2526

ปริญญาโท
แหล่งทุน ทุนส่วนตัว
ชื่อปริญญา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต,ปริญญา
สาขาวิชาเอก จิตวิทยาการศึกษาและแนะแนว
เน้น จิตวิทยาการปรึกษา
สถาบันการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประเทศ ไทย
สำเร็จการศึกษาปี พ.ศ. 2532
วิทยานิพนธ์ ผลของการให้การปรึกษาแบบกลุ่มโดยเพื่อนต่อการปรับตัวของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1

ปริญญาโท
แหล่งทุน ทุนรัฐบาล (ก.พ.)
ชื่อปริญญา พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต
สาขาวิชาเอก Mental Health and Psychiatric Nursing
เน้น การพยาบาลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชน
สถาบันการศึกษา UNIVERSITY OF CALIFORNIA, SAN FRANCISCO
ประเทศ สหรัฐอเมริกา
สำเร็จการศึกษาปี พ.ศ. 2539
วิทยานิพนธ์ Case Management for People with Mental Illness

ปริญญาเอก
แหล่งทุน ทุนรัฐบาล (ก.พ.)
ชื่อปริญญา DOCTOR OF PHILOSOPHY
สาขาวิชาเอก Nursing
เน้น Family with Chronic Illness
สถาบันการศึกษา UNIVERSITY OF CALIFORNIA, SAN FRANCISCO
ประเทศ สหรัฐอเมริกา
สำเร็จการศึกษาปี พ.ศ. 2543
วิทยานิพนธ์ Experience of Thai Families of a Person with Schizophrenic Family Stress and Adaptation

โครงการวิจัย

ประสบการณ์ชีวิตของครอบครัวที่มีผู้ป่วยทางจิตเรื้อรังที่บ้านและสาถนการณ์ชุมชน
ผู้ให้ทุน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ผู้วิจัยร่วม ดารุณี จงอุดมการณ์, กฤตยา แสวงเจริญ, นวนันท์ ปิยะวัฒน์กูล, สมจิต แดนสีแก้ว
สาขาวิชา สุขภาพ
สาขาวิจัย สุขภาพ
สถานภาพ ดำเนินการแล้วเสร็จ
บทคัดย่อ การศึกษาสถานการณ์ครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังที่บ้าน และสถานการณ์ชุมชนต่อการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยจิตเวช เป็นการศึกษาในระยะที่ 1 ของโครงการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชน การศึกษาระยะนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายสถานการณ์ในครอบครัวที่มีผู้ป่วยทางจิตเรื้อรังอยู่ด้วย ทัศนคติและความคิดเห็นของชุมชนต่อการอยู่ร่วมกับผู้ป่วย และแนวทางการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วย อันจะเป็นข้อมูลเบื้องต้นในการพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยในชุมชน สถานที่ศึกษาอยู่ในเขตชานเมืองติดเขตเทศบาลนครขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น 2 หมู่บ้าน ในเขตตำบลเดียวกัน เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับครอบครัวผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง ผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยเป็นผู้ให้รายชื่อผู้ป่วยและครอบครัว จำนวน 15 ครอบครัว มี 1 ครอบครัวดูแลผู้ป่วย 2 คน การสนทนากลุ่มกับเพื่อนบ้าน ผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย จำนวน 4 กลุ่ม และสัมภาษณ์เชิงลึกกับเจ้าหน้าที่ สถานีอนามัย 2 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์แบบโคไลซี
ผลการศึกษาแสดงให้เห็นข้อค้นพบที่เป็นประเด็นความไม่พร้อมของครอบครัวในการดูแลผู้ป่วย ประเด็นที่พบมีดังนี้ 1) ผู้หญิงเป็นผู้ดูแลหลัก โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพกายและจิตใจ และถูกทำร้ายร่างกาย 2) ญาติใช้วิธีการจำกัดบริเวณผู้ป่วย และหลอกล่อเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย และปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม 3) ในบางครั้งญาติไม่สามารถควบคุมอารมณ์ หรืออดทนต่อพฤติกรรมของผู้ป่วยได้โดยเฉพาะการดื่มเหล้า แล้วมีพฤติกรรมรบกวนผู้อื่น ทำให้ญาติต้องใช้กำลังต่อผู้ป่วย
สำหรับสถานการณ์ชุมชนต่อการดูแลผู้ป่วยพบว่า ชุมชนมีความรู้สึก ทัศนคติต่อผู้ป่วยทั้งทางบวกและทางลบ คือ สงสาร รำคาญ หวาดกลัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้ป่วย เหล้าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกลับเป็นซ้ำ ซึ่งหาได้ง่ายในชุมชน การที่ชุมชนจะมีส่วนร่วมต่อการดูแลผู้ป่วย ทัศนคติ และความเข้มแข็งของผู้นำชุมชน เป็นปัจจัยสำคัญ ความไม่พร้อม ไม่มั่นใจของบุคลากรสถานีอนามัยที่จะดูแลผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง
งานวิจัยครั้งนี้พบว่า แม้ว่านโยบายการส่งเสริมดูแลผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนมีมานาน แต่ครอบครัวและชุมชนยังประสบกับปัญหาในการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ดังนั้นการที่จะให้ผู้ป่วยสามารถอยู่ในชุมชนได้อย่างมีคุณภาพ ภาครัฐต้องเข้ามาช่วยให้ผู้นำชุมชนตระหนักในปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับชุมชน อันเนื่องมาจากการเจ็บป่วยทางจิต สนับสนุนการบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่องที่บ้าน จัดระบบการส่งต่อและติดตามดูแลผู้ป่วยและครอบครัว ที่เหมาะสมต่อเนื่องจากบุคลากรสาธารณ-สุขที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะ รวมถึงการกำหนดนโยบายควบคุมการซื้อ-ขายและดื่มเหล้าในชุมชน

คำสำคัญ : ครอบครัวผู้ป่วยจิตเวช จิตเวชเรื้อรัง การดูแลผู้ป่วยจิตเวช การดูแลที่บ้าน จิตเวชชุมชน
ABSTRACT

This research aims to study the situation of families who care for a family member with chronic mental illness and the situation of a community living with patients having chronic mental illness. It is the first period of a research project on a development model of community care for patients with chronic mental illness. This research was conducted in two villages in the same district in Khon Kaen province. A qualitative research design was employed, using in-depth interviews and focus groups. 15 families participated in this study for in-dept interview, identified by the headman of the village. Key informants in the focus groups included 19 neighbors and 13 community leaders from two villages in the same district. Data was analyzed based on the Colaizzi method.
Findings indicate the families were not ready to care for an ill family member at home as follows: (1) women as the family caregiver, especially elderly women. Therefore, they are at a high risk of health problems and violence; (2) families confined and played tricks on the mentally ill family member in order to protect and modified the inappropriate behavior of the patient; (3) sometimes the mentally ill family member was hurt by other family members if they could not control their emotions or be patient with the patient's behavior. Economic hardship for the family occurred when needing to care for the mentally ill patient, particularly if visits to the hospital were needed.
Findings indicate that the community had both positive and negative feelings and attitudes toward the patients, depending on the patients' behavior. Attitude toward alcohol and the drinking behavior in the community is a risk factor for relapse of the patient. The attitude of community leaders influenced awareness of problems related to mental illness and involved in caring for the patient in the community. Healthcare personnel at the health center in the village are not confident about caring for the mentally ill patient. In addition, caring for a mentally ill patient in the community is not a significant priority for a health center in the village.
The research findings indicate that, while the policy of encouraging family to participate in caring for a mentally ill family member at home has been in place for a period of time, the family still faces many problems and many needs were unmet. In order to enhance the quality of care for mentally ill patients and their families, continuity of care in a community for a mentally ill patient should be a high priority of the health center in a village, with qualified staff to work with this specific group. In addition, effective referral from a hospital to the health center after discharge should be conducted. To gain cooperation from the community to care for a mentally ill patient, the government should raise awareness of community problems related to mental illness. Finally, there is an urgent need for public policy about controlling the purchase and consumption of alcohol in a public setting.

Keywords: family of psychiatric patient, chronic mental illness, caring mentally ill patient at home, home care, community mental health.


ผลกระทบและการปรับตัวของครอบครัวที่มีเด็กสมองพิการที่บ้าน
ผู้ให้ทุน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ผู้วิจัยร่วม นิลุบล รุจิประเสริฐ
ทิตยา พุฒิคามิน
หน่วยงานวิจัยร่วม คณะเทคนิคการแพทย์
สาขาวิชา สุขภาพ
สาขาวิจัย สุขภาพ
ระยะวิจัย ตุลาคม 2544
ถึง มกราคม 2546
สถานภาพ เสร็จสิ้นโครงการ
บทคัดย่อ การวิจัยเชิงคุณภาพในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายผลกระทบและการปรับตัวของครอบครัวที่มีเด็กสมองพิการที่บ้าน ผู้ให้ข้อมูลมีทั้งหมด 13 ครอบครัว ประกอบด้วยบิดามารดา หรือผู้ดูแลซึ่งส่วนใหญ่เป็นยาย จำนวนทั้งหมด 23 ราย มีอายุระหว่าง 18-73 ปี เด็กสมองพิการมีอายุระหว่าง 1-16 ปี การศึกษานี้ใช้เวลา 5 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลของ Colaizzi

ลักษณะครอบครัวอีสานกับการส่งเสริมสุขภาพจิต
ผู้ให้ทุน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ผู้วิจัยร่วม มธุลดา ชัยมี, ดารุณี จงอุมการณ์, สมพร วัฒนนุกุลเกียรติ, นิลุบล รุจิรประเสิร, กิ่งแก้ว เกษโกวิท, พรทิพย์ คำพอ, พิมภา สุตรา, นวนันท์ ปิยะวัฒน์กูล
สาขาวิชา สุขภาพ
สาขาวิจัย สุขภาพ
ระยะวิจัย ธันวาคม 2545
ถึง กุมภาพันธ์ 2547
สถานภาพ ดำเนินการแล้วเสร็จ
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหานิยาม ความหมายของคำว่า ครอบครัว ตลอดจนอธิบายปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยปกป้องต่อการเกิดปัญหาสุขภาพจิตของสมาชิกในครอบครัว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสังเกตอย่างไม่มีส่วนร่วม การสนทนากลุ่มจำนวน 6 กลุ่ม และสัมภาษณ์เชิงลึกกับครอบครัวที่อยู่ภายใต้โครงการวิจัยระยะยาวในเด็กไทย จำนวน 113 ครอบครัว เป็นจำนวนผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งหมด 121 คน ใช้เวลาในการสัมภาษณ์ 1-11/2 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพตามวิธีของโคไลซี ได้ข้อค้นพบดังนี้
คนอีสานให้ความหมายของคำว่าครอบครัวที่สั้น แต่สะท้อนถึงความสำคัญของความผูกพันต่อกันว่า หมายถึง “ผู้อยู่ร่วมกัน” และ “หาเลี้ยงกันและกัน” โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้เฮือนชานเดียวกัน คนอีสานใช้คำว่า “ความสุข” แทนคำว่า “สุขภาพจิต” ที่เป็นภาษาทางการ โดยให้ความหมายของความสุขว่า เป็นเรื่องของหัวจิตหัวใจ คนที่มีความสุขคือ คนที่มีภาวะจิตที่สงบ ไม่คิดมาก ปัจจัยที่เกี่ยวข้องต่อการส่งเสริมสุขภาพจิตสมาชิกในครอบครัว คือ เงิน ความรัก ความสามัคคี ความรับผิดชอบ และการอยู่กันเป็นซุ้ม
สรุป วิถีชีวิตแบบชาวพุทธและแบบแผนที่อยู่อาศัย เป็นปัจจัยปกป้องต่อการมีสุขภาพจิตที่ดีของคนอีสาน การเปลี่ยนแปลงลักษณะภูมิประเทศ เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี มีผลกระทบต่อค่านิยม ความเชื่อ และวิถีชีวิตของคนอีสาน กลายมาเป็นให้คุณค่าต่อบริโภควัตถุนิยมมากขึ้น ดังนั้นคนอีสานจึงมีความเครียดต่อการพยายามหาเงิน
ผลการวิจัยให้ข้อบ่งชี้ว่า การส่งเสริมสุขภาพจิตคนอีสานต้องมีกลวิธีที่สมดุลระหว่าง ปัจจัยทางรูปธรรม เช่น เงิน และปัจจัยทางนามธรรม เช่น ความรัก ความเข้าใจ นโยบายของประเทศที่เน้นการพัฒนาขั้นพื้นฐานเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องไม่ลืมประเด็นการส่งเสริมความรัก ความเข้าใจ จึงจะทำให้ประชากรอีสานมีความสุขอย่างแท้จริง



Abstract
The purposes of this study were to describe definition of family term as Isan people’s perception and to examine factors related to the mental health of families in a rural area of Isan, or Northeastern Thailand. This project was conducted in a rural area of one district in Khon Kaen province, the Northeastern of Thailand. A qualitative research design was used, consisting of in-depth interviews, non-participant observation, and focus groups. A purposive sample of 121 participants, from 113 families was selected, using theoretical. Key informants were the family members who stayed at home during the research team visited such as mother of the child, husband (of the woman) and grandparent. In-dept interview with the key informants was the main method of collecting data from participants. Each family was interviewed ranging from one to three times with around 60-90 minutes per interview. Six focus group interviews were conducted to further clarify any themes that emerged from the data. Data were analyzed based on Colaizzi’s method.
Findings
Isan people defined family term as “living together,” which included individuals living together in the same household as well as individuals living elsewhere who contributed income to the family. Mental health was described as being “happy”, which was further explained in terms of being free from preoccupations and having peace of mind. The participants described factors related to mental health of family into 4 themes including monetary income, harmony, and responsibility for family roles, and surrounded by relatives.
Conclusion
The traditional way of life including Buddhist teaching, and residence pattern seems to be protective factors for mental health in the Isan family. The change of demographics, socio-economic, and technology influence the values, beliefs and way of life of Isan people to become more materialistic. Therefore they are struggle with stress by making money.
Based on this research, enhancing the mental health of rural Isan families depends upon a careful balance between tangible factors, such as monetary income, and intangible factors, such as understanding and harmony. At present, national policy has primarily emphasized economic development. Although economic development is undeniably important for helping people to meet basic needs for food, clothing and shelter, it is only one aspect of what is required for good family mental health. As the data from these rural Isan families suggest, economic development must be managed in a way that also preserves a unique emphasis on qualities of harmony and understanding that have traditionally sustained the mental health of Thai families.

การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยทางจิตเรื้อรังในชุมชน
ผู้ให้ทุน มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ผู้วิจัยร่วม กฤตยา แสวงเจริญ, ปราณีพร บุญเรือง, สมจิต แดนสีแก้ว, นวนันท์ ปิยะวัฒน์กูล
สาขาวิชา สุขภาพ
สาขาวิจัย สุขภาพ
ระยะวิจัย เมษายน 2547
ถึง มีนาคม 2548
สถานภาพ ดำเนินการแล้วเสร็จ
บทคัดย่อ การศึกษาเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนารูปแบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังในชุมชน โดยชุมชนที่ศึกษามีลักษณะของชุมชนเป็นชุมชนกึ่งเมือง มีค่านิยมของการดื่มเหล้าว่าเป็นเรื่องของการเข้าสังคม และความสนุกสนาน ในชุมชนมีผู้ป่วยจิตเวชกลับเป็นซ้ำ เนื่องจากการใช้สารเสพติดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล้า ชุมชนที่ศึกษาไม่พร้อมที่จะเข้ามาดูแลผู้ป่วย คิดว่าควรเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยไม่มีความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชในด้านของการติดตามเยี่ยมบ้าน แต่สนับสนุนประสานงานการให้ผู้ป่วยได้รับการรักษา ครอบครัวไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมการใช้สารเสพติด ผู้ป่วยกลุ่มนี้เสี่ยงต่อการถูกทอดทิ้ง อันเนื่องมาจากความอ่อนหล้าของครอบครัวที่ต้องดูแลผู้ป่วยมายาวนาน ดังนั้นทีมวิจัยได้พัฒนาพยาบาลวิชาชีพอิสระให้การดูแลที่บ้าน เพื่อประเมินปัญหาและให้การช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอตามลักษณะปัญหา
ผู้ป่วยเข้าร่วมศึกษามี 10 คน จาก 9 ครอบครัว ผลการดำเนินงานในระยะเวลา 5 เดือน พบว่า ผู้ป่วย 9 คน มีการทำหน้าที่ทั่วไป และสมรรถภาพทางจิตดีขึ้น และในจำนวนนี้มีผู้ป่วย 4 คน ที่มีงานทำ และมีรายได้ อันเนื่องจากการดื่มสุรา ผู้ป่วย 1 คนขอไปอยู่ในศูนย์บำบัดฯ เพราะไม่ต้องการกลับไปดื่มสุรา กลัวควบคุมใจตนเองไม่ได้ พยาบาลเยี่ยมบ้านประสานงานให้ผู้ป่วยมีงานทำและมีรายได้ มีผู้ป่วย 1 คน มีอาการกลับเป็นซ้ำเป็นระยะๆ เนื่องจากกลับไปใช้สารเสพติด และไม่ยอมรับการมีพยาบาลไปเยี่ยมที่บ้าน ดังนั้นในบางชุมชนที่ไม่มีความพร้อมเช่นนี้ รัฐบาลควรรับผิดชอบกำหนดนโยบายคุ้มครองให้ผู้ป่วยได้รับการรักษา ในขณะเดียวกันมีมาตรการควบคุมการซื้อ-ขาย ดื่มเหล้าในชุมชนอย่างเคร่งครัด

คำสำคัญ ผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง การดูแลผู้ป่วยในชุมชน การเยี่ยมบ้าน พยาบาลวิชาชีพอิสระ



ABSTRACT

This action research aims to develop a model of community care for chronic mentally ill patients living in a community. The major factor related to relapse for this community was substance abuse, especially alcohol drinking. The studied communities were located in urban areas. People regarded alcohol drinking as a way of socializing. The communities believed that caring for a mentally ill person is the responsibility of a health care provider. However, health care personnel working at a primary care unit were overwhelmed with their workload, so they could not conduct intensive home health care. Nevertheless, they can coordinate helping clients see psychiatrists at a hospital. Families of the patients could not control patients’ abusing substances. Therefore, based on this community situation, a model of community care for chronic mentally ill patients included freelance nurses provide home health care.
Ten patients from nine families participated in the study. After five months of the project, results show that nine patients regain their general functioning and mental capacity. Among these, four patients had income-producing jobs. One patient chose to stay in Khon Kaen Substance Treatment Center because she could not avoid drinking if she lived in the community. One patient still periodically relapses due to using substances and avoiding the home visit nurse. From this study indicated that the government should have health policy to provide health service for the patient living in an environment risk for increasing relapse. Having freelance nurses provide home health care is one intervention.

Keywords: Chronic mental patients, community care, home health car, freelance nurse

ผลงานวิจัย/วิชาการ
  • Nursing research on family process in chronic illness in ethnically diverse families: A decade review. Journal of Family Nursing. 2001.
  • กรอบแนวคิดในการฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวช. วารสารพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช. 2545.
  • จะทำวิจัยเชิงปริมาณหรือคุณภาพดี. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 2546.
  • สมพร รุ่งเรืองกลกิจ. (2544). กรอบมโนทัศน์ ในการพยาบาลครอบครัวผู้ป่วยจิตเวช. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 23(2-4): 68-74.
  • สมพร รุ่งเรืองกลกิจ. (2544). พยาบาลกับกระบวนการกลุ่ม. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 24(1): 1-12.
  • สมพร รุ่งเรืองกลกิจ. (2544). กรอบแนวคิดในการฟื้นฟูผู้ป่ายจิตเวช. วารสารพยาบาลสุขภาพจิต และจิตเวช. 14 (2): 15-23
  • สมพร รุ่งเรืองกลกิจ บุญเรือง ร่วมแก้ว และ จิดารัตน์ พิมพ์ดีด. (2546). การสำรวจความคิดเห็นของผู้ป่วยจิตเวชต่อการติดประกาศผลประเมินพฤติกรรมในการเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมบำบัด. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 25(2-3): 38-47.
  • สมพร รุ่งเรืองกลกิจ และ จิดารัตน์ พิมพ์ดีด. (2545). การพาผู้ป่วยจิตเวชเข้าร่วมกิจกรรมสังคมภายนอกโรงพยาบาล. วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย. 47(1): 49-58.
  • สมพร รุ่งเรืองกลกิจ นิลุบล รุจิรประเสริฐ และ ทิตยา ทิพย์สำเหนียก. (2546). การปรับตัวของครอบครัวต่อการมีสมาชิกในครอบครัวที่มีความพิการทางสมอง. วารสารเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด. 15(1): 36-470.
  • สมพร รุ่งเรืองกลกิจ ทิตยา ทิพย์สำเหนียก และ นิลุบล รุจิรประเสริฐ. (2546). ผลกระทบต่อครอบครัวที่มีเด็กสมองพิการที่บ้าน. วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น. 26(1): 35--43.
  • สมพร รุ่งเรืองกลกิจ. (2546). การนำ case management มาใช้ในการดูแลผู้ป่วยทางจิตในชุมชน. วารสารพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช. 17 (1): 13-24
  • สมพร รุ่งเรืองกลกิจ. (2546). การจัดการเรียนการสอนวิชาบทบาทของพยาบาลผู้เชี่ยวชาญทางคลินิก สาขาวิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช. วารสารสมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. 21(3): 5-11.
  • สมพร รุ่งเรืองกลกิจ. (2547). ทำวิจัยเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพดี?. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์. 24 (1): 53-59.
  • สมพร รุ่งเรืองกลกิจ มธุลดา ชัยมี ดารุณี จงอุดมการณ์ และคณะ. (2546).สุขภาพจิตตามการรับรู้ของคนอีสาน.วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย. 48(4): 239-249.
  • สมพร รุ่งเรืองกลกิจ มธุลดา ชัยมี ดารุณี จงอุดมการณ์ และคณะ. (2547). สุขภาพจิตครอบครัว. วารสารสมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. 22(1): 54-64.
  • สมพร รุ่งเรืองกลกิจ ดารุณี จงอุดมการณ์ กฤตยา แสวงเจริญ นวนันท์ ปิยะวัฒน์กูล และ สมจิต แดนสีแก้ว. (2547). การมีผู้ป่วยจิตเวชอยู่ในครอบครัว. วารสารสมาคมพยาบาลฯ สาขาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. 22(2): 7-16.
  • สมพร รุ่งเรืองกลกิจ และ คณะ. (2547).แบบแผนความคิดทางลบของผู้ป่วยที่มีอารมณ์ซึมเศร้า. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์. 24 (3): 201-212.
  • Rungreangkulkij, S. (2001). Psychological morbidity of mothers of an adult child with schizophrenia. Thai Journal of Nursing Research, 5 (3): 232-243.
  • Rungreangkulkij, S. & Gilliss, C. (2000). Conceptual approaches to studying family caregiving for persons with severe mental illness. Journal of Family Nursing, 6 (3), 339-364.
  • Chesla, C, & Rungreangkulkij, S. (2001). Nursing research on family process in chronic illness in ethnically diverse families: A decade review. Journal of Family Nursing, 7 (3), 230-243
  • Rungreangkulkij, S & Chesla, C. (2001). Smooth a heart with water: Thai mothers care for a child with schizophrenia. Archives of Psychiatric Nursing, 15(3): 120-127.
  • Rungreangkulkij, S, Chafetz, L., Chesla, C, & Gilliss, C. (2002). Psychological morbidity of Thai families of a person with schizophrenia. International Journal of Nursing Studies, 39 ( 1): 35-50.

รางวัลที่เคยได้รับ
ลำดับรางวัลทางวิชาการรางวัลเกียรติยศ/ทั่วไป
1นำเสนอผลงานทางวิชาการดีเด่น อันดับ 3 ด้านการสร้างความตระหนักและการดำเนินงานสุขภาพจิตในชุมชน ในการประชุมวิชาการสุขภาพจิน ปี 2544

 

| Home | หน้าหลัก | สืบค้นข้อมูล | ลงทะเบียน | ลืม password |

http://stscholar.nstda.or.th