Scholar Information System  

 

เกรียงศักดิ์ ศิริพงษาโรจน์

ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อ-นามสกุล นายเกรียงศักดิ์ ศิริพงษาโรจน์
Mr. Kringsak Siripongsaroj
สายงาน/ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน
ระดับ วว. 11
สำนัก/กอง/ภาควิชา/คณะ สำนักนโยบายและแผน
กรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
กระทรวง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ความเชี่ยวชาญ/ความสนใจ 1. จัดทำแผนกลยุทธ์องค์กร และแผนยุทธศาศาตร์ต่างๆ
2. การบริหารจัดการโครงการ
3. การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ
4. การวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์และธุรกิจ

ส่ง e-mail ถึง เกรียงศักดิ์ ศิริพงษาโรจน์

ข้อมูลการศึกษา

ปริญญาตรี
แหล่งทุน ทุนส่วนตัว
ชื่อปริญญา วิทยาศาสตรบัณฑิต,ปริญญา
สาขาวิชาเอก เศรษฐศาสตร์เกษตร / AGRICULTURAL ECONOMICS
สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ประเทศ ไทย
สำเร็จการศึกษาปี พ.ศ. 2519

ปริญญาโท
แหล่งทุน ทุนส่วนตัว
ชื่อปริญญา วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต,ปริญญา
สาขาวิชาเอก เศรษฐศาสตร์เกษตร / AGRICULTURAL ECONOMICS
สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ประเทศ ไทย
สำเร็จการศึกษาปี พ.ศ. 2524
วิทยานิพนธ์ การวิเคราะห์ต้นทุน-ผลได้ของการปลูกและสกัดปาล์มน้ำมันในประเทศไทย

ปริญญาเอก
แหล่งทุน ทุนรัฐบาล (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี : ว.ว. )
ชื่อปริญญา DOCTOR OF PHILOSOPHY
สาขาวิชาเอก เศรษฐศาสตร์ / ECONOMICS
สถาบันการศึกษา UNIVERSITY OF WOLLONGONG
ประเทศ ออสเตรเลีย
สำเร็จการศึกษาปี พ.ศ. 2545
วิทยานิพนธ์ Approaches to Evaluation of Research and Development in Agulultive : A Case study of Rice Productivity in Thailand 1967-1998

โครงการวิจัย

โครงการการศึกษาออกแบบการจัดตั้งโรงงานผลิตไบโอดีเซลนำร่องระดับชุมชน
ผู้ให้ทุน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)
ผู้วิจัยร่วม ฝ่ายวิจัยพลังงานและสิ่งแวดล้อม
สาขาวิชา เศรษฐศาสตร์และการตลาด
สาขาวิจัย เศรษฐศาสตร์
สถานภาพ เสนอ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและ
บทคัดย่อ
โครงการการศึกษาออกแบบการจัดตั้ง
โรงงานผลิตไบโอดีเซลนำร่องระดับชุมชน

รายงานสรุปสำหรับผู้บริหาร

1. ความเป็นมาของโครงการ
ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าพลังงานเชิงพาณิชย์ประมาณร้อยละ 91 ของการใช้พลังงานรวมของประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันดิบมีปริมาณนำเข้ามากถึงร้อยละ 79 ของการนำเข้าพลังงานเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้เพื่อนำมาเข้าขบวนการกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักตัวหนึ่งของประเทศไทยต่อการขับเคลื่อนในภาคเศรษฐกิจ ในปี 2544 การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรวมทั้งประเทศเท่ากับ 34,244 ล้านลิตร เป็นความต้องการใช้น้ำมันดีเซลรวมทั้งหมด 15,233 ล้านลิตร คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 44 ของการใช้น้ำมันสำเร็จรูป โดยกลุ่มผู้ใช้น้ำมันดีเซลส่วนใหญ่อยู่ในภาคการขนส่งและภาคเกษตรกรรม ด้วยราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปของโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ตามมาและประเทศต้องสูญเสียเงินตราต่างประเทศในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ประกอบกับประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และมีพืชน้ำมันหลายชนิดได้แก่ ถั่วเหลือง ปาล์ม มะพร้าว ละหุ่ง งา มะกอก รำข้าวและทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งสามารถนำมาผลิตไบโอดีเซลเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันดีเซล และประเทศไทยมีการใช้น้ำมันพืชในการผลิตทางอุตสาหกรรมอาหาร เช่น บะหมี่สำเร็จรูป ข้าวเกรียบ ปลา และมีการนำกลับมาใช้ปรุงอาหารอีก รวมทั้งนำไปทำอาหารสัตว์ ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และสัตว์เลี้ยง เนื่องจากน้ำมันพืชที่ผ่านการใช้ทอดหลายครั้งจะมีสารก่อมะเร็งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง หรือหากมีการทิ้งน้ำมันพืชใช้แล้วลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้

ดังนั้นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศในการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง ลดผลกระทบจากปัญหาราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น และลดภาวะความเสี่ยงของประชาชนจากอันตรายในการบริโภคอาหารที่ใช้หรือประกอบจากน้ำมันพืชใช้แล้ว คือการนำน้ำมันจากกระบวนการสกัดและการกลั่นพืชน้ำมันจากผลผลิตทางการเกษตรดังกล่าวข้างต้น หรือน้ำมันพืชใช้แล้ว มาใช้ทดแทนน้ำมันดีเซล ด้วยการนำน้ำมันพืชมาผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมี (Transesterification Process) ด้วยแอลกอฮอล์ เป็น methyl ester, ethyl ester, butyl ester ผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันดีเซลได้เป็นอย่างดีอันเป็นการสนองตอบต่อนโยบายของรัฐในการใช้พลังงานทดแทนที่สามารถผลิตขึ้นเองในประเทศ สามารถช่วยประหยัดเงินตราและลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนไดออกไซด์) และมลพิษทางอากาศอื่น ได้แก่ ฝุ่นละออง คาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน ซัลเฟอร์ออกไซด์ อีกด้วย

1.1 วัตถุประสงค์ของโครงการ
 เพื่อให้มีต้นแบบผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันเมล์ดในปาล์มดิบ เพื่อใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลในระดับชุมชน
 เพื่อคัดเลือกขนาดและสถานที่ตั้งของโรงงานสาธิตการผลิตไบโอดีเซล
 เพื่อให้ได้แบบรายละเอียดโรงงานสาธิตการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชหรือน้ำมันพืช
ใช้แล้ว

1.2 ขอบเขตการดำเนินงาน
1) รวบรวม ทบทวน วิเคราะห์ และสำรวจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผลิต การใช้พืชน้ำมัน และปริมาณน้ำมันพืชเหลือทิ้งจากภาคอุตสาหกรรมและบริการ
2) วิเคราะห์และทดสอบคุณสมบัติของน้ำมันพืชและน้ำมันพืชใช้แล้ว
3) ทบทวน รวบรวม ศึกษา และประเมินความเหมาะสมเทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชและน้ำมันพืชใช้แล้ว
4) รวบรวม และประเมินศักยภาพของพืชน้ำมันและน้ำมันพืชใช้แล้วในการนำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล และสำรวจเพิ่มเติมตามความจำเป็น
5) ศึกษา และประเมิน Economic Value Chain ของน้ำมันพืช
6) คัดเลือกขนาดและสถานที่ตั้งโรงงานสาธิตการผลิตไบโอดีเซล และขนาดของระบบ ผลิตไบโอดีเซลในระดับชุมชน
7) วิเคราะห์และประเมินความเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์
8) ศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น
9) ออกแบบโรงงานสาธิตการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชหรือน้ำมันพืชใช้แล้ว และระบบผลิตน้ำมันพืชที่สกัดไขออกผสมน้ำมันดีเซล เพื่อใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลในระดับชุมชน
10) สำรวจและประเมินการมีส่วนร่วมของประชาชน
11) จัดทำข้อกำหนดรายละเอียดของโรงงานสาธิตการผลิตไบโอดีเซล และพัฒนาต้นแบบระบบผลิตน้ำมันพืชที่สกัดไขออกผสมน้ำมันดีเซล
12) จัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาและบริหารโครงการ

1.3 ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1) เครื่องต้นแบบระบบผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มดิบ ขนาดกำลังการผลิต 150 ลิตรต่อวัน
2) แบบรายละเอียดโรงงานสาธิตการผลิตไบโอดีเซล
3) เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้พลังงานทดแทนจากน้ำมันพืชหรือน้ำมันพืชใช้แล้วอย่างเป็นรูปธรรม
4) ประชาชนมีความรู้และความเข้าใจในการนำน้ำมันพืชหรือน้ำมันพืชใช้แล้ว มาเป็นพลังงานทดแทน ในรูปของเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ดีเซล

1.4 ระยะเวลาดำเนินการ
ระยะเวลาดำเนินการโครงการทั้งสิ้น 8 เดือน (มกราคม ถึง กันยายน 2547)

2. เทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซล และคุณสมบัติน้ำมันพืชและน้ำมันพืชใช้แล้ว

2.1 ทฤษฎี
ไบโอดีเซลเป็นพลังงานทดแทนจากน้ำมันพืชเพื่อใช้ทดแทนน้ำมันดีเซล มีชื่อทางเคมีคือ เอสเทอร์ (Ester) โดยการเรียกชื่อจะขึ้นอยู่กับชนิดของแอลกอฮอล์ที่ใช้ในการทำปฏิกิริยา เช่น เมทิลเอสเทอร์ (เมทิลแอลกอฮอล์), เอทิลเอสเทอร์ (เอทิลแอลกอฮอล์) เป็นต้น ปฏิกิริยาเพื่อให้ได้สารเอสเทอร์ มี 2 กระบวนการด้วยกัน ได้แก่ เอสเทอริฟิเคชั่น (Esterification Process) และทรานเอสเทอริฟิเคชั่น (Transesterification Process) โดยกระบวนการเอสเทอริฟิเคชั่นมีการใช้กรดเป็นสารเร่งปฏิกิริยา ส่วนกระบวนการทรานเอสเทอริฟิเคชั่นจะใช้ด่างเป็นสารเร่งปฏิกิริยา สมการที่ (i) แสดงปฏิกิริยารวมของการเกิดเอสเทอร์
CH2--OOC--R1 R1--COO--CH3 CH2—OH
CH --OOC--R2 + 3 CH3OH ตัวเร่งปฏิกิริยาR2--COO--CH3 + CH --OH ……..(i)
CH2--OOC--R3 R3--COO--CH3 CH2--OH
ไตรกลีเซอไรด์ เมทานอล เมทิลเอสเทอร์ กลีเซอรอล

Feedman และคณะ [1] ศึกษาปัจจัยที่มีความสำคัญต่อผลได้ในกระบวนการผลิตไบโอดีเซลมีด้วยกัน 5 ปัจจัยด้วยกัน ได้แก่
 อุณหภูมิในการทำปฏิกิริยา
 อัตราส่วนระหว่างน้ำมันและแอลกอฮอล์
 ชนิดและความเข้มข้นของสารเร่งปฏิกิริยา
 การผสมสารตั้งต้น
 ความบริสุทธิ์ของสารตั้งต้น

2.2 เทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซล
เทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซล แบ่งได้เป็น 3 กระบวนการ ได้แก่
1. กระบวนการทรานเอสเทอริฟิเคชั่น (Transesterification Process)
เป็นกระบวนการที่ใช้ด่างเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาและเมทานอล มีข้อดีคือ เป็นเทคโนโลยีที่มีการลงทุนไม่สูงนัก เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ใช้อุณหภูมิต่ำ คือประมาณ 70-80 องศาฟาเรนไฮน์ ความดันต่ำ คือประมาณ 15-30 psi ผลได้ของปฏิกิริยาสูงถึง 98% แต่กระบวนการนี้จะไม่เหมาะกับวัตถุดิบที่มีปริมาณกรดไขมันอิสระสูง เนื่องจากจะเกิดสบู่ และส่งผลให้ผลได้ของกระบวนการลดลง
2. กระบวนการเอสเทอริฟิเคชั่น (Esterification Process)
เป็นกระบวนการที่ใช้กรดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาและเมทานอล จะสามารถใช้ได้กับวัตถุดิบทุกชนิด และค่ากรดไขมันอิสระทุกระดับ แต่ข้อด้อยคือระยะเวลา และความร้อนที่ใช้ในกระบวนการจะมากกว่าทรานเอสเทอริฟิเคชั่น จึงทำให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูง
3. กระบวนการ 2 ขั้นตอน (2 Stages)
เป็นการแก้ปัญหาของ 2 กระบวนการข้างต้น คือมีสามารถใช้ได้กับน้ำมันที่มีค่ากรดไขมันอิสระสูง ในขณะเดียวกันก็มีการใช้พลังงานต่ำ โดยหลักการคือใช้ตัวเร่งปฏิกิริยาชนิดกรด เปลี่ยนกรดไขมันของน้ำมันเป็นสารเอสเทอร์ในขั้นตอนแรก และในขั้นตอนที่สอง ใช้ด่างเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา เช่นเดียวกับกระบวนการทรานเอสเทอริฟิเคชั่น ถึงแม้ว่ากระบวนการนี้จะใช้พลังงานต่ำกว่ากระบวนการเอสเทอริฟิเคชั่นอย่างเดียว แต่ หากวัตถุดิบมีค่ากรดสูงมากๆ กระบวนในขั้นตอนแรกจะใช้เวลามากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของไบโอดีเซลสูงขึ้นตามไปด้วย

เทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลในเชิงพาณิชย์
เทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลในเชิงพาณิชย์พอจะแบ่งกระบวนการที่นิยมใช้กันได้ 3 ประเภท ได้แก่ แบบกะ, แบบต่อเนื่องด้วยวิธีทรานเอสเทอริฟิเค-ชั่น และแบบต่อเนื่องชนิด 2 ขั้นตอน (เอสเทอริฟิเคชั่น และทรานเอสเทอริฟิเคชั่น)
1. เทคโนโลยีการผลิตแบบกะ (Batch Technology)
มีข้อดีคือราคาถูก แต่คุณภาพของผลิตภัณฑ์อาจมีความไม่สม่ำเสมอ และมีกำลังการผลิตต่อครั้งไม่มากนัก

2. เทคโนโลยีการผลิตแบบต่อเนื่องด้วยวิธีทรานเอสเทอริฟิเคชั่น
เทคโนโลยีการผลิตแบบต่อเนื่องด้วยวิธีทรานเอสเทอริฟิเคชั่น เป็นกระบวนการที่มีคุณภาพของผลิตภัณฑ์สม่ำเสมอ พื้นที่ในการติดตั้งน้อยกว่าแบบกะที่อัตรากำลังการผลิตเท่ากัน แต่การลงทุนสูงกว่า

3. เทคโนโลยีการผลิตแบบต่อเนื่องชนิด 2 ขั้นตอน
เทคโนโลยีการผลิตแบบต่อเนื่องชนิด 2 ขั้นตอน เป็นการใช้กระบวนการเอสเทอริฟิเคชั่นในช่วงแรก และใช้กระบวนการทรานเอสเทอริฟิเคชั่นเป็นขั้นตอนที่สอง ซึ่งวิธีการนี้จะมีความเหมาะสมกับวัตถุดิบทุกชนิด โดยเฉพาะน้ำมันที่มีค่ากรดไขมันอิสระสูง

4. การประเมินเทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลที่มีความเหมาะสมกับประเทศไทย
การจะประเมินว่าเทคโนโลยีใดมีความเหมาะสมกับประเทศไทยนั้น จะต้องพิจารณาถึงหลายปัจจัยอันประกอบด้วย วัตถุดิบ เทคโนโลยีในขั้นตอนการผลิตไบโอดีเซล และขั้นตอนการทำให้ไบโอดีเซลมีความบริสุทธิ์ ซึ่งวัตถุประสงค์ในการประเมินนั้นเพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่มีความเหมาะสมกับวัตถุดิบที่มีศักยภาพทั้งทางด้านปริมาณและคุณภาพ ความบริสุทธิ์และสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ ลงทุนและใช้พลังงานต่ำ
จากการศึกษาปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว พอจะสรุปเทคโนโลยีการผลิตไบโอดีเซลที่มีความเหมาะสมกับวัตถุดิบในประเทศไทยได้ดังนี้
1. วัตถุดิบคือ น้ำมันปาล์มดิบที่มีค่ากรดไขมันอิสระไม่เกินร้อยละ 5
2. กระบวนการผลิตเป็นแบบต่อเนื่อง ด้วยวิธีทรานเอสเทอริฟิเคชั่น โดยใช้เมทานอล และโซเดียมไฮดรอกไซด์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
3. เมื่อไบโอดีเซลผ่านจากถังปฏิกรณ์แล้ว มีระบบนำเมทานอลกลับมาใช้ โดยวิธีการ กลั่นระเหย
4. แยกกลีเซอรีนออกจากไบโอดีเซลด้วยการเหลี่ยงแยก หรือทิ้งไว้ให้แยกชั้น
5. การล้างไบโอดีเซล ควรใช้น้ำอุ่นที่อุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส และมีการเพิ่มการสัมผัสกับไบโอดีเซล เช่น การพ่นน้ำด้วยระบบ Spray น้ำ
6. แยกน้ำออกจากไบโอดีเซลที่ผ่านการล้างแล้ว ด้วย Vacuum Utilization

5. การวิเคราะห์และทดสอบคุณสมบัติของน้ำมันพืชและน้ำมันพืชใช้แล้ว
การวิเคราะห์และทดสอบคุณสมบัติของน้ำมันพืชและน้ำมันพืชใช้แล้ว จะเลือกน้ำมันที่มีแนวโน้มที่จะสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซลได้ จำนวน 5 ตัวอย่าง ได้แก่ น้ำมันปาล์มดิบ น้ำมันปาล์มเมล็ดในดิบ น้ำมันมะพร้าวดิบ น้ำมันพืชใช้แล้ว 2 ตัวอย่าง โดยจะทำการวิเคราะห์คุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และองค์ประกอบไขมันของน้ำมัน

จากผลการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของน้ำมันพืชและน้ำมันใช้แล้วทั้ง 5 ชนิด พบว่า น้ำมันพืชดิบทั้ง 3 ชนิดมีค่ากรดสูงกว่าน้ำมันพืชใช้แล้ว ซึ่งมีค่ากรดค่อนข้างต่ำ คือ 1.37 และ 0.33 ตามลำดับ และจากผลการวิเคราะห์ค่าไอโอดีนแบบวิจส์ พบว่าค่าไอโอดีนของน้ำมันใช้แล้วตัวอย่างที่ 1 มีค่าสูง จึงคาดว่าน่าจะเป็นน้ำมันถั่วเหลืองเป็นส่วนใหญ่ ส่วนน้ำมันใช้แล้วตัวอย่างที่ 2 มีค่าใกล้เคียงกับน้ำมันปาล์ม จึงคาดว่าใช้น้ำมันปาล์มเป็นส่วนใหญ่ ส่วนค่าน้ำและสิ่งที่ระเหยได้ของน้ำมันพืชใช้แล้วมีค่าค่อนข้างต่ำ โดยน้ำมันปาล์มดิบพบว่ามีค่าสูงที่สุด

การวิเคราะห์ค่าองค์ประกอบกรดไขมัน ซึ่งจะสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณสมบัติของไบโอดีเซลของน้ำมันนั้นๆ ได้ จากผลการวิเคราะห์พบว่าน้ำมันปาล์มเมล็ดในดิบ และน้ำมันมะพร้าวมีองค์ประกอบกรดไขมันใกล้เคียงกัน คือมี Lauric Acid (C12:0) มากที่สุด ส่วนน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันพืชใช้แล้วตัวอย่างที่ 2 จะมีองค์ประกอบของคาร์บอนทีมีอะตอมขนาดใหญ่กว่า คือส่วนใหญ่เป็น Palmitic Acid (C16:0) และ Oleic Acid (C18:1) และน้ำมันใช้แล้วตัวอย่างที่ 1 จะมีองค์ประกอบของคาร์บอนที่มีอะตอมขนาดใหญ่ที่สุดคือ Linolenic Acid (C18:2) ซึ่งจากผลดังกล่าวพอจะคาดการณ์ได้ว่าไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มเมล็ดในดิบ และมะพร้าวดิบจะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน และมีค่าความหนืดต่ำที่สุด ส่วนไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันพืชใช้แล้วตัวอย่างที่ 2 จะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน และไบโอดีเซลจากน้ำมันใช้แล้วตัวอย่างที่ 1 จะมีคุณสมบัติต่างไป และมีค่าความหนืดสูงที่สุด

3. การศึกษาด้านการตลาด

วัตถุดิบในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล
วัตถุดิบสำหรับผลิตไบโอดีเซลที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ทั้งในเรื่องของปริมาณวัตถุดิบที่ต่อเนื่องและเพียงพอ คุณภาพวัตถุดิบที่สม่ำเสมอมีมาตรฐาน และราคาที่เมื่อนำไปผลิตไบโอดีเซลแล้วสามารถแข่งขันได้ จะมี 2 ประเภท คือ น้ำมันปาล์มดิบ และน้ำมันพืชใช้แล้ว โดยวัตถุดิบแต่ละชนิดจะมีความเหมาะสมแตกต่างกัน
1. น้ำมันปาล์มดิบ
น้ำมันพืชสกัดใหม่ที่มีศักยภาพมากที่สุด คือ น้ำมันปาล์มดิบที่มีราคาถูกที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันพืชสกัดใหม่ชนิดอื่นๆ เนื่องจากปาล์มเป็นพืชยืน ในขณะที่พืชอื่นๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ละหุ่ง งา ทานตะวัน จะเป็นพืชล้มลุก ต้องมีการปลูกใหม่ทุกปี จึงทำให้ต้นทุนการผลิตสูง และน้ำมันพืชที่สกัดได้จากพืชเหล่านั้นส่วนใหญ่จะยังต้องนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศทั้งในรูปของวัตถุดิบและน้ำมันพืชสกัดสำเร็จรูป ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มของสินค้าสำเร็จรูปจากน้ำมันพืชเหล่านี้สูงกว่านำมาผลิตเป็นไบโอดีเซล

ในปี 2547 รัฐบาลให้การส่งเสริมในการปลูกปาล์มน้ำมันอย่างจริงจัง โดยมีการกำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ปี 2547-2572 ขึ้น เพื่อพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มและเคมีภัณฑ์จากน้ำมันปาล์มในคาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งถ้าสามารถทำตามแผนงานในยุทธศาสตร์ฯ ได้ จะทำให้ประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้เกินความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศตั้งแต่ปี 2548 คือ 13,732 ตัน และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จนถึงปี 2572 จะมีปริมาณน้ำมันปาล์มดิบเหลือถึง 3,080,836 ตัน

2. น้ำมันใช้แล้วจากการประกอบอาหาร
งานวิจัยครั้งนี้ได้รวบรวมข้อมูลน้ำมันพืชใช้แล้วของอุตสาหกรรมโรงแรมทั่วประเทศในเรื่องของปริมาณ ราคา และวิธีการขายน้ำมันใช้แล้ว และจากการสอบถามผู้ประกอบการรับซื้อน้ำมันใช้แล้วในจังหวัดกระบี่ พบว่าน้ำมันใช้แล้ว เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเป็นวัตถุดิบในการผลิตไบโอดีเซล เนื่องจากราคาน้ำมันใช้แล้วเฉลี่ยทั่วประเทศ 7.16 บาท/ลิตร ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันปาล์มดิบ และเป็นการป้องกันน้ำมันใช้แล้วกลับมาสู่วงจรน้ำมันพืชสำหรับการบริโภคทั้งทางตรงและทางอ้อมที่นำไปเลี้ยงสัตว์ โดยแหล่งน้ำมันพืชใช้แล้วที่สำคัญ คือ โรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และร้านรับซื้อของเก่าที่รับซื้อน้ำมันใช้แล้วจากรถรับซื้อของเก่ารายย่อยหรือโรงงานแปรรูปน้ำมันใช้แล้วในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

จากงานวิจัยของ อ.พุทธชาด และคณะฯ พบว่า มีน้ำมันเหลือใช้จากโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปประมาณ 3,451,850 ลิตร จาก 33 โรงงาน เฉลี่ยโรงงานละ 104,602 ลิตร/ปี โดยเป็นโรงงานในภาคตะวันออก 8 โรงงาน แต่มีน้ำมันเหลือใช้ถึง 1,721,226 ลิตร/ปี เฉลี่ยโรงงานละ 215,153 ลิตร/ปี และจังหวัดชลบุรีมีโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2 โรงงานที่มีกำลังการผลิตสูงสุด 47,440 ตัน/ปี และมีน้ำมันเหลือใช้ประมาณ 430,306 ลิตร/ปี

ข้อจำกัดของน้ำมันใช้แล้วจากโรงงานผลิตอาหารเกี่ยวกับการทอดขนาดใหญ่ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาใช้ผลิตไบโอดีเซล คือ โรงงานเหล่านี้มีปริมาณน้ำมันเหลือใช้เฉลี่ยต่อโรงงานค่อนข้างมาก ซึ่งถ้าโรงงานมีทางเลือกอื่นๆในการใช้ประโยชน์น้ำมันใช้แล้วที่มีมูลค่าสูงกว่า แล้วจะส่งผลให้โรงงานผลิตไบโอดีเซลขาดแคลนวัตถุดิบได้ และอีกประเด็นที่สำคัญ คือ การพัฒนากระบวนการผลิตแบบใหม่ที่สามารถรักษาคุณภาพน้ำมันพืชที่ใช้ประกอบอาหารให้คงที่ได้ แล้วเติมน้ำมันใหม่ลงไปเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลให้ไม่มีน้ำมันเหลือใช้จากการผลิตในรูปของน้ำมัน แต่จะอยู่ในรูปของตะกอนในบ่อดักไขมัน เนื่องจากเป็นน้ำมันที่กระเด็นออกนอกภาชนะระหว่างการทอด ดังนั้นน้ำมันที่เหลือจากโรงงานขนาดใหญ่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

น้ำมันใช้แล้วจากร้านรับซื้อของเก่าจะมีข้อจำกัด คือ คุณภาพน้ำมันใช้แล้วที่ซื้อในแต่ละครั้งไม่ได้มาตรฐานเพราะเก็บจากรายย่อยจำนวนมากทั้งในเรื่องคุณสมบัติของน้ำมัน และการปลอมปนของน้ำมันใช้แล้วในรูปของน้ำ และ ตะกอน เพื่อให้ได้น้ำหนักมากๆในการขาย ซึ่งจะมีผลต่อการผลิตไบโอดีเซล และราคาน้ำมันใช้แล้วอาจจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากต้องเข้าไปแข่งขันในด้านราคาเพื่อซื้อวัตถุดิบกับธุรกิจแปรรูปน้ำมันใช้แล้วมาเป็นน้ำมันบริโภคใหม่ ที่มีเครือข่ายการรับซื้อสินค้าที่เข้มแข็ง หรือเจรจากับโรงงานแปรรูปเหล่านี้ให้หันมาผลิตไบโอดีเซลทดแทน ซึ่งมีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำเนื่องจาก ราคาสินค้าสำเร็จรูปหลังการแปรรูปจะมีมูลค่าสูงกว่าไบโอดีเซล ดังนั้นถ้าต้องการน้ำมันใช้แล้วจากช่องทางนี้ควรจะต้องมีกฎหมายรองรับในการห้ามนำน้ำมันใช้แล้วกลับมาบริโภคทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อเป็นทางออกให้กับธุรกิจนี้การคัดเลือกสถานที่ตั้งโรงงานผลิตไบโอดีเซลต้นแบบเบื้องต้น

การคัดเลือกสถานที่ตั้งโรงงานผลิตไบโอดีเซลต้นแบบ จะคัดเลือกปัจจัยที่จะนำมาพิจารณาเพื่อคัดเลือกที่ตั้ง และให้คะแนนแต่ละพื้นที่ ตามเกณฑ์การให้คะแนนของแต่ละปัจจัย พื้นที่ที่มีคะแนนมากที่สุดเป็นคือพื้นที่ที่มีความเหมาะสมที่สุด

การคัดเลือกในระดับจังหวัด จะพิจารณาปัจจัยทางด้านวัตถุดิบเป็นหลัก ผลการคัดเลือกพบว่าจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีกำลังการผลิต ปริมาณเหลือ และพื้นที่ปลูกปาล์มสูงที่สุด รวมทั้งมีความสะดวกในด้านการผสมไบโอดีเซล เนื่องจากมีคลังน้ำมันในพื้นที่อำเภอเมือง (ปากน้ำตาปี)

การคัดเลือกในระดับอำเภอ นอกเหนือจากปัจจัยทางด้านวัตถุดิบแล้ว จะพิจารณาถึงระบบสาธารณูปโภค ราคาที่ดิน ลักษณะภูมิประเทศของแต่ละอำเภอ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า อำเภอพระแสงมีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีใกล้แหล่งโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ ราคาน้ำมันปาล์มดิบต่ำที่สุด

4. การวิเคราะห์ด้านการเงินและการลงทุน

ข้อกำหนดและข้อสมมุติฐานของการวิเคราะห์
การกำหนดค่าตัวแปรเหล่านี้มาจากสภาพเศรษฐกิจและการผลิตปัจจุบัน ตัวแปรเหล่านี้ ได้แก่ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะยาวและระยะสั้นเท่ากับ ร้อยละ 6 และ 8 ต่อปีตามลำดับ ผู้ลงทุนกู้เงินจากสถาบันการเงิน ร้อยละ 50 ของเงินลงทุนรวม การคำนวณต้นทุนไม่รวมค่าภาษีสรรพสามิตส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้รับการยกเว้น 8 ปีแรก การตลาดมีนโยบายการขายเชื่อร้อยละ 10 ของยอดขาย ราคาขายเป็นราคาส่งถึงคลังน้ำมัน ราคาน้ำมันปาล์มดิบหน้าโรงงานเฉลี่ยตลอดปีเท่ากับลิตรละ 17.42 บาท ให้มีการสำรองวัตถุดิบและสารเคมีคงคลัง 7 วัน และกำหนดให้อายุโครงการเท่ากับ 10 ปี แต่คิดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งานของทรัพย์สินตามอายุที่ถูกประเมินโดยวิศกรโครงการและใช้วิธีหักค่าเสื่อมราคารายปีแบบเส้นตรง

รูปแบบและขอบเขตของการลงทุน
ในการวิเคราะห์ได้กำหนดรูปแบบและขอบเขตของการลงทุนไว้ดังต่อไปนี้ คือ
1. เป็นการลงทุนใหม่ทั้งหมด
2. การลงทุนจะลงทุนเฉพาะในทรัพย์สินส่วนที่จำเป็นเท่านั้น
3. โรงงานดำเนินการปีละ 330 วัน เป็นกรรมวิธีผลิตต่อเนื่องโดยใช้เจ้าหน้าที่ควบคุมการผลิต 4 ชุด 3 กะต่อวัน และใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นวัตถุดิบ ใช้ไฟฟ้าและน้ำมันเตาเป็นพลังงาน
4. สามารถนำเอาน้ำเสียมาผ่านระบบบำบัดนำกลับมาใช้ใหม่ได้เป็นบางส่วน และผลพลอยได้กลีเซอรีนสามารถนำไปผ่านกระบวนการมีคุณสมบัติเพียงพอจะนำไปจำหน่ายได้
5. แหล่งที่มาของเงินลงทุน มีสองแหล่ง คือจากการระดมหุ้นและจากการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน การวิเคราะห์แยกเป็นสองกรณี คือ ผู้ลงทุนชำระค่าหุ้น(Equity)โดยใช้เงินของตนเองทั้งหมด กับสมมุติให้ผู้ลงทุนลงทุนเองร้อยละ 50 ของเงินลงทุนทั้งหมดที่เหลือเป็นเงินที่กู้ยืมจากสถาบันการเงิน และเงินกู้นี้แยกออกเป็นวงเงินกู้ระยะสั้นเพื่อใช้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายนเงินทุนหมุนเวียน(Working Capital) และวงเงินกู้ระยะยาวเพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวร(Fixed Asset)ของโครงการ

สรุปและข้อเสนอแนะทางเลือกการลงทุน
จากการวิเคราะห์ด้านการเงินของการศึกษาความเป็นไปได้ในการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มดิบในพื้นที่อำเภอพระแสง นี้พอจะสรุปได้ คือ
1. โครงการนี้จะให้อัตราผลตอบแทนภายในด้านการเงินของโครงการ (FIRR) ตลอดอายุโครงการ 10 ปี เฉลี่ยร้อยละ 21.79 มีระยะเวลาคืนทุน 4.88 ปี และมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ(NPV) เท่ากับ 104.74 ล้านบาท ซึ่งเมื่อพิจารณาผลการวิเคราะห์ด้านเงินข้างต้นแล้วจะเห็นว่าโครงการนี้มีความเหมาะสมในการลงทุนตามข้อสมมุติฐานที่กำหนดให้ แต่นักลงทุนเจ้าของโครงการควรให้ความสำคัญต่อความเสี่ยง อันเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบและราคาขายไบโอดีเซลเพราะโครงการมี ความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงในตัวแปรทั้งสองอยู่ในระดับสูง

2. ในด้านเงินลงทุนและแหล่งที่มาของเงินลงทุนในที่นี้ได้ตั้งสมมุติฐานของการวิเคราะห์ไว้ว่าให้ผู้ลงทุนทำการกู้เงินจากสถาบันการเงินคิดเป็นร้อยละ 50 ของเงินลงทุนทั้งหมดและเงินทุนหมุนเวียนเป็นเงินกู้ระยะสั้นที่เหลือเป็นเงินกู้ระยะยาว ดังนั้นถ้าผู้ลงทุนสามารถระดมเงินทุนได้เองทั้งหมด เช่น โดยวิธีการจัดสรรจากงบเงินกำไรสะสมของกิจการ หรือระดมจากหุ้นส่วนทั้งหมด เป็นต้น จึงควรพิจารณาผลการวิเคราะห์ในกรณีของผลตอบแทนของโครงการเป็นเกณฑ์การพิจารณาเพื่อการตัดสินใจ เพราะเป็นกรณีที่โครงการไม่มีการกู้เงินจากสถาบันการเงินนั่นเอง

3. ในด้านการวิเคราะห์ความอ่อนไหวด้านผลตอบแทนของโครงการปรากฎว่าโครงการมีความอ่อนไหวต่อราคาวัตถุดิบหรือน้ำมันปาล์มดิบอยู่ในระดับสูง คือมีอัตรา 5.88:38.41 นั่นคือถ้าราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.88 จะทำให้ผลตอบแทนลดลงร้อยละ 38.41 หรือ โครงการมีความอ่อนไหวต่อราคาวัตถุดิบ เท่ากับ 1:6.53

4. ในด้านความอ่อนไหวของผลตอบแทนต่อราคาขายไบโอดีเซลอยู่ในระดับสูง คือมีอัตรา 4:42.50 นั่นคือราคาวัตถุดิบเปลี่ยนไปร้อยละ 4 จะทำให้ผลตอบแทนเปลี่ยนแปลงลดลงร้อยละ 42.50 หรือ โครงการมีความอ่อนไหวต่อราคาวัตถุดิบ เท่ากับ 1 : 10.63

5. การศึกษาด้านเศรษฐศาสตร์
ในการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของโครงการทางเศรษฐศาสตร์ได้แบ่งแนวทางการศึกษาออกเป็น 2 ส่วน คือ
1. การวิเคราะห์โครงการโดยการเปรียบเทียบต้นทุน และผลได้(Cost – Benefit Analysis) ซึ่งจะได้ตัวชี้วัดโครงการในรูปของ
- มูลค่าปัจจุบันสุทธิ(Net Present Value: NPV)
- อัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน (Benefit-Cost Ratio หรือ B/C)
- อัตราผลตอบแทนการลงทุน (Internal Rate of Return)
2. การวิเคราะห์โครงการด้วยผลกระทบที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่ ซึ่งจะได้ทราบผลกระทบที่มีต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ การจ้างงาน ฯลฯ

การวิเคราะห์โครงการโดยการเปรียบเทียบต้นทุน และผลได้(Cost – Benefit Analysis)
ผลการวิเคราะห์ตัวชี้วัด 3 ค่า คือ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) อัตราส่วนผลได้ต่อต้นทุน (B-C Ratio) อัตราผลตอบแทนการลงทุน (IRR) และระยะเวลาคืนทุน ชี้ให้เห็นว่าโครงการผลิตไบโอดีเซลระดับชุมชนมีความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐกิจ กล่าวคือมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) มีค่าเท่ากับ 69,338 อัตราผลได้ต่อต้นทุน (B-C Ratio) มากกว่า 1 และอัตราผลตอบแทน การลงทุน (IRR) เท่ากับร้อยละ 13.69 ซึ่งมีค่ามากกว่าค่าเสียโอกาสของเงินทุน และมีระยะเวลาคืนทุน 4.94 ปี แสดงว่าการลงทุนในโครงการนี้มีความคุ้มทุนในทางเศรษฐกิจ

การวิเคราะห์ความไวของโครงการ (Sensitivity Analysis)
โครงการผลิตไบโอดีเซลระดับชุมชนมีความอ่อนไหว หรือความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันปาล์มดิบ และราคาผลผลิตในระดับสูง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสมมติให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นเป็น 18 บาท/ลิตร และราคาไบโอดีเซลลดลงเป็น 24 บาท/ลิตร จะทำให้อัตราผลตอบแทนการลงทุนเปลี่ยนแปลงจากร้อยละ 13.69 เป็น -1.41 ดังนั้นในการตัดสินใจทำโครงการผู้ลงทุนต้องพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงราคาวัตถุดิบ และการกำหนดราคาไบโอดีเซลที่เหมาะสมเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามการพิจารณาผลกระทบทางเศรษฐกิจของโครงการ นอกจากการประเมินความคุ้มค่าโครงการด้วยดัชนีชี้วัดต่างๆแล้ว ยังต้องประเมินต้นทุนและผลตอบแทนที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคม เช่น การกระจายรายได้ การทดแทนการนำเข้า ชุมชน สิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีความสำคัญในการนำมาพิจารณาตัดสินใจในระดับนโยบาย โดยเฉพาะโครงการของภาครัฐที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาประเทศ หรือแก้ไขปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร ดังเช่น โครงการศึกษาการจัดตั้งโรงงานไบโอดีเซล ซึ่งจะได้พิจารณาในลำดับต่อไป

ผลกระทบของโครงการที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจและสังคม
1. ผลกระทบที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ
ในการจัดตั้งโรงงานผลิตไบโอดีเซล จะได้ผลิตภัณฑ์คือไบโอดีเซล มูลค่าของผลผลิตไบโอดีเซลที่เกิดขึ้นจะถูกนำไปใช้จ่ายเป็นผลตอบแทนให้แก่สาขาการผลิตต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ซึ่งโรงงานต้องให้ผลตอบแทนในรูปของค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำมันปาล์ม อุตสาหกรรมขนส่งซึ่งโรงงานต้องให้ผลตอบแทนในรูปของค่าใช้จ่ายในการขนส่งวัตถุดิบและผลผลิต ส่วนหนึ่งยังถูกนำไปให้กับแรงงานในรูปของค่าจ้างผลตอบแทน ฯลฯ มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่าผลกระทบทางตรง (Direct Impact) ของโครงการที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ
ผลการวิเคราะห์ผลกระทบของการจัดตั้งโรงงานผลิตไบโอดีเซลที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ โดยใช้ตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิตปี 2541(Input - Output Table : Domestic’ Price) ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่าด้วยเป้าหมายการผลิตไบโอดีเซลจำนวน 720 ล้านลิตร ด้วยราคา 25 บาท/ลิตร จะก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในระบบเศรษฐกิจเป็นมูลค่า 12,467.38 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นผลกระทบทางตรงที่เกิดขึ้นจากการจัดตั้งโรงงาน 2,289.60 ล้านบาท เป็นผลกระทบทางอ้อม 10,177.78 ล้านบาท โดยรวมแล้วทุก 1 ลิตรของการผลิตไบโอดีเซลจะก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 17.32 บาท และยังก่อให้เกิดการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจจำนวน 79,080 คน เป็นการจ้างงานโดยตรง 3,270 คน และเป็นการจ้างงานทางอ้อมจำนวน 75,810 คน
2. ทดแทนการนำเข้า
จากสถานการณ์ด้านพลังงานที่เกิดขึ้นส่งผลให้หน่วยงานต่างๆให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนต่างๆ หนึ่งในนั้น คือการกำหนดยุทธศาสตร์ไบโอดีเซล โดยมีการคาดการณ์ความต้องการน้ำมันดีเซลในปี 2554 ไว้จำนวน 24,000 ล้านลิตร/ปี ดังนั้น คิดเป็นปริมาณไบโอดีเซลที่สามารถทดแทนการนำเข้าเท่ากับร้อยละ 3 จำนวน 720 ล้านลิตร/ปี คิดเป็นผลได้ทางเศรษฐกิจจากการทดแทนการนำเข้าเบื้องต้นเท่ากับ 9,916.70 ล้านบาท
3. เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง (Forward Linkage Industry)
อุตสาหกรรมต่อเนื่องจากโรงงานผลิตไบโอดีเซลได้แก่
- อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และการจำหน่าย ได้แก่ อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม การตลาด การจัดการ
- กิจกรรมที่เกิดจากผลพลอยได้ คือ กลีเซอรีน ซึ่งสามารถใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อทำให้กลีเซอรีน บริสุทธิ์ หรือใช้เป็นเชื้อเพลิง
4. การนำวัตถุดิบทางการเกษตรในประเทศมาใช้ให้เป็นประโยชน์
จากยุทธศาสตร์ไบโอดีเซลโดยส่งเสริมให้มีการใช้ไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันดีเซลร้อยละ 3 ของการใช้น้ำมันดีเซลในปี 2554 หรือคิดเป็นไบโอดีเซลประมาณ 720 ล้านลิตร / ปี การผลิตไบโอดีเซลให้ได้จำนวนดังกล่าวจำเป็นต้องใช้น้ำมันปาล์มดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพจำนวน 800 ล้านลิตร หรือประมาณ 800,000 ตัน และจากการกำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันปี 2547 – 2572 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร คาดการณ์ว่าในปี 2555 จะมีผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบเป็นจำนวน 1,689,728 ตัน ในจำนวนนี้คาดว่าจะใช้ภายในประเทศ 953,373 ตัน ส่วนที่เหลือซึ่งเป็นส่วนที่จะนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มขั้นสูง (High End) มีจำนวน 736,355 ตัน แสดงได้ว่าผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบมีความสามารถในการรองรับการผลิตไบโอดีเซลได้พอสมควร เป็นการนำวัตถุดิบในประเทศมาใช้ให้เป็นประโยชน์ และลดความผันผวนของอุปทานสินค้าเกษตร
5. การลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
ไบโอดีเซลเป็นพลังงานที่สามารถลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้ต่อไปนี้
- สามารถย่อยสลายได้โดยกระบวนการทางชีวภาพ ซึ่งเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อม
- มีปริมาณกำมะถันที่ต่ำมาก อีกทั้งยังมีสารอะโรมาติกส์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นปริมาณสารก่อมะเร็งในปริมาณที่ต่ำมากเช่นกัน ดังนั้นการใช้ไบโอดีเซลจึงมีส่วนช่วยในการลดมลพิษไอเสีย
- ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก(Green House Effect) อันเกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงปกติ (Fossil Fuel) ก๊าซเหล่านี้ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนออกไซด์ และไอน้ำเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีผลให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากภาวะเรือนกระจก จากปรากฏดังกล่าวทำให้ ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เกิดภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงกว่าเดิม อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง และการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต
- ลดผลกระทบจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซลโดยสามารถเปรียบเทียบผลจากการใช้ไบโอดีเซล(100 %) ได้ดังนี้
6. การกระจายรายได้ และเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐ
จากผลกระทบที่มีต่อระบบเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นว่ารายได้โดยตรงที่เกิดขึ้นจากการจัดตั้งโรงงานผลิตไบโอดีเซล คือรายได้จากการจ้างงานสำหรับการผลิตในโรงงาน นอกจากนี้ยังมีรายได้ที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มดิบ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ซึ่งรายได้ที่เกิดขึ้นนี้จะถูกนำไปใช้จ่ายในชุมชน ทำให้เกิดการกระจายรายได้ และเพิ่มรายได้ให้ภาครัฐในรูปแบบภาษี และเงินโอนต่างๆ
7. การพัฒนาชุมชนในพื้นที่โครงการ
การจัดตั้งโรงานอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีความพร้อมด้านโครสร้างพื้นฐานเช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา จึงเท่ากับเป็นการสร้างความเจริญให้กับชุมชน และพัฒนาชุมชนในพื้นที่โครงการทางอ้อม

ข้อเสนอแนะทางด้านเศรษฐศาสตร์
จากผลการการวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ สรุปได้ว่าโครงการจัดตั้งโรงงานผลิตไบโอดีเซลระดับชุมชน มีความคุ้มค่าต่อการลงทุนอย่าง โดยเฉพาะเมื่อระยะเวลาผ่านไปที่แนวโน้มราคาน้ำมันของโลกมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น ประเทศไทยควรที่จะใช้ข้อได้เปรียบในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงโดยใช้ทรัพยากรหรือวัตถุดิบทางการเกษตรที่มีอยู่มาดำเนินการให้เป็นประโยชน์สูงสุด
มาตรการสำคัญที่รัฐควรดำเนินการแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ
ระยะแรก เป็นมาตรการระยะสั้น รัฐบาลควรจัดตั้งองค์กรกลางเพื่อทำหน้าที่ในการดูแลเรื่องการพัฒนาน้ำมันพืชทดแทนน้ำมันดีเซล และผลักดันให้มีการนำน้ำมันไบโอดีเซลมาใช้อย่างจริงจัง อาจเป็นลักษณะการผสมน้ำมันไบโอดีเซลกับน้ำมันดีเซลในอัตราส่วนที่เหมาะสมเป็นการเฉพาะ เช่นเดียวกับรูปแบบของการส่งเสริมการใช้ก๊าซโซฮอลล์ของภาครัฐบาล โดยใช้นโยบายการจ่ายชดเชยราคาน้ำมันไบโอดีเซลที่ผสมน้ำมันดีเซลแล้ว ให้สามารถตั้งราคาแข่งขันกับน้ำมันดีเซลหมุนเร็วในท้องตลาด นอกจากนี้ควรรณรงค์กระตุ้นจิตสำนึกการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตจากวัตถุดิบในประเทศ โดยในระยะเริ่มต้นควรมีโครงการนำร่องส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลในกลุ่มรถขนส่งมวลชน และเครื่องจักรกลการเกษตรในแหล่งผลิตไบโอดีเซล
ระยะยาว ควรอย่างยิ่งที่จะนำยุทธศาสตร์พืชน้ำมันมาดำเนินการปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เพราะพื้นที่และปริมาณการผลิตพืชน้ำมันโดยเฉพาะปาล์มน้ำมันควรขยายสูงขึ้น เพื่อให้เพียงพอรองรับสถานการณ์ในการเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตไบโอดีเซล และเป็นการรักษาระดับราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลไม่ให้มีราคาสูงเกินควร ร่วมกับสนับสนุนนโยบายส่งเสริม สนับสนุนและกระตุ้นจิตสำนึกการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศจากประชาชนทั่วไป

6. การศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น
การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นสำหรับพื้นที่ตั้งโรงงานไบโอดีเซล สำหรับโครงการนี้ทำการศึกษาในพื้นที่เป้าหมายที่ได้คัดเลือกไว้แล้วคือพื้นที่อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
อำเภอพระแสงเป็นอำเภอหนึ่งในจำนวน 18 อำเภอ 1 กิ่งอำเภอของจังหวัดสุราษฎร์ธานีห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 78 กม. ห่างจากกรุงเทพมหานคร 963 กม. แบ่งเขตการปกครองเป็น 7 ตำบล 72 หมู่บ้าน

ทรัพยากรกายภาพ
จากสภาพลักษณะภูมิประเทศของอำเภอพระแสงที่มีลักษณะเป็นเนินสูง ๆ ต่ำ ๆ มีที่ราบริมแม่น้ำ พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 413,527 ไร่ โรงงานไบโอดีเซลใช้พื้นที่ประมาณ 20 ไร่ จะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อลักษณะภูมิประเทศ ส่วนผลกระทบต่อคุณภาพน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินประเมินจากระบบและขบวนการผลิตแล้วจะเห็นได้ว่าของเสียจากขบวนการผลิตที่เป็นของแข็งไม่มีออกมาจากระบบ ส่วนน้ำเสียจากขบวนการผลิตปริมาณ 60 ม.3/วัน เข้าสู่ระบบบำบัด ตะกอนจากระบบบำบัดจะถูกนำมาตากไว้ในลานซึมภายในโรงงาน ส่วนน้ำที่บำบัดแล้วไม่ปล่อยออกสู่ภายนอก จึงไม่มีผลกระทบต่อแหล่งน้ำผิวดินในบริเวณใกล้เคียงโรงงาน ส่วนกากตะกอนจากลานตากตะกอนจะนำไปใช้ประโยชน์ ไม่มีการขนถ่ายนำไปทิ้งนอกพื้นที่โรงงานเช่นกัน สำหรับผลกระทบต่อนำใต้ดินซึ่งอาจจะได้รับผลจากการซึมของน้ำจากลานซึมน้ำนั้นพิจารณาจากระดับน้ำใต้ดินบริเวณอำเภอพระแสง ซึ่งมีความลึก 20-40 เมตร บางแห่งอาจลึกถึง 80-100 เมตร จึงคาดว่าผลจากการซึมน้ำจากลานซึมน้ำ หรือจากลานกากตะกอนไม่น่าจะส่งผลกระทบถึงน้ำใต้ดิน

ทรัพยากรชีวภาพ
ถึงแม้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในอำเภอพระแสงมีประมาณ 152,432 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 25 ของพื้นที่ทั้งอำเภอก็ตาม แต่ทรัพยากรชีวภาพที่สำคัญอันได้แก่สัตว์ป่าหรือพันธุ์พืชที่หายากก็ไม่ปรากฏอยู่ในบริเวณเหล่านี้ และพื้นที่โรงงานไบโอดีเซลน่าจะก่อสร้างอยู่นอกพื้นที่ป่าสงวนดังกล่าว โดยก่อสร้างอยู่ในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งไม่น่าจะมีผลกระทบต่อทรัพยากรชีวภาพแต่อย่างใด

คุณค่าการใช้ประโยชน์
ผลกระทบต่อคุณค่าการใช้ประโยชน์ของชุมชนในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การใช้น้ำ การจราจร การใช้ที่ดิน ไฟฟ้า และการจัดการมูลฝอย คาดว่าจะมีผลกระทบน้อยมากในระดับไม่มีนัยสำคัญ โดยประเมินได้ดังนี้
การใช้น้ำ ชุมชนในเขตเทศบาลตำบล 2 แห่ง ใช้น้ำประปาเทศบาล ชุมชนในเขต อบต. ทั้ง 7 แห่ง ใช้น้ำประปาชนบท ประปาหมู่บ้าน บ่อน้ำตื้น บ่อบาดาล ฝายหรืออ่างเก็บน้ำ โรงงานไบโอดีเซลมีระบบผลิตน้ำประปา โดยใช้น้ำดิบจากบ่อบาดาลที่ขุดเจาะในบริเวณโรงงาน มีบ่อสำรองน้ำดิบขนาดความจุ 6400 ม.3 สำรองน้ำไว้ก่อนสูบเข้าสู่โรงผลิตน้ำประปา ดังนั้นการใช้น้ำของโรงงานจึงไม่น่ามีผลกระทบต่อการใช้น้ำของชุมชนแต่อย่างใด

การจราจร เส้นทางคมนาคมในเขตอำเภอพระแสงมีทางหลวงจังหวัดที่เป็นเส้นทางหลักอยู่ 5 สาย เป็นทางหลวงขนาด 2 ช่องทางจราจร รถสวนไปมาได้สะดวก และมีปริมาณจราจรไม่หนาแน่น โรงงานไบโอดีเซลมีระบบขนส่งน้ำมันปาล์มเข้าโรงงาน และระบบนำน้ำมันไบโอดีเซลออกจากโรงงานเป็นรถบรรทุกขนาด 10 ล้อ ในการนี้ได้จัดเตรียมพื้นที่จอดรถน้ำมันปาล์ม 16 ช่องจอด ที่จอดรถน้ำมันไบโอดีเซล 15 ช่องจอด และจัดที่จอดรถผู้มาติดต่อ 9 ช่องจอด ที่จอดรถพนักงาน 25 ช่องจอดไว้ในบริเวณโรงงาน บริเวณด้านนอกประตูเข้าออกโรงงานที่ติดกับทางหลวงมีระยะถอยร่นจากทางหลวงให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับรถจอดรอก่อนเข้าโรงงานได้อีก 2 คัน เมื่อประเมินจากปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการก่อตั้งโรงงานบนเส้นทางเข้าออกโรงงานประเมินได้สูงสุดไม่เกิน 65 คัน/วัน ประกอบกับการจัดระบบจราจรของโรงงานดังที่กล่าวแล้ว จึงคาดว่าการจราจรบริเวณโรงงานจะไม่มีการกระจุกตัวของยานยนต์บนเส้นทางหลวงและมีความคล่องตัวพอควรและจะไม่มีผลกระทบต่อระบบการจราจรบนทางหลวง
การใช้ที่ดิน เนื่องจากการใช้ที่ดินปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีบางส่วนเป็นโรงงานอุตสาหกรรมเกษตร พื้นที่ชุมชนที่อยู่อาศัยยังเบาบาง พื้นที่ก่อสร้างโรงงานไบโอดีเซลขนาดประมาณ 20 ไร่ สามารถก่อสร้างในพื้นที่เกษตรที่ห่างไกลชุมชนซึ่งจะสามารถลดปัญหาการขยายตัวของชุมชนเข้าใกล้โรงงานได้ และจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ที่ดิน

การใช้ไฟฟ้า โรงงานไบโอดีเซลต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดไม่เกิน 50 KVA ปัจจุบันการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สถานีจ่ายไฟฟ้าอำเภอพระแสงจ่ายไฟฟ้า 1 เฟสเดอส์ 15 MW มีผู้ใช้ไฟฟ้ารวมทั้งหมดสูงสุดประมาณ 10 MW จึงมีกำลังไฟฟ้าเหลือให้บริการอีก 5 MW เพียงพอสำหรับจ่ายให้โรงงานไบโอดีเซล โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของชุมชนแต่อย่างใด

การจัดการมูลฝอย โรงงานมีระบบการใช้วัตถุดิบทั้งหมดแทบไม่มีวัสดุเหลือทิ้ง นอกจากมูลฝอยทั่วไปจากสำนักงานและคนงานซึ่งมีระบบกำจัดอยู่ภายในโรงงานไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนข้างเคียง

คุณภาพชีวิต
สภาพสังคมและเศรษฐกิจ ผลกระทบจากโรงงานไบโอดีเซลน่าจะเกิดผลดีต่อสภาพเศรษฐกิจของท้องถิ่น เนื่องจากวัตถุดิบที่ใช้ในโรงงานเป็นผลผลิตที่มาจากพืชเศรษฐกิจของท้องถิ่นที่สำคัญคือปาล์ม เกษตรกรส่วนใหญ่จะได้รับผลจากการจำหน่ายปาล์มมากขึ้นทำให้มีรายได้มากขึ้น ครอบครัวเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นน่าจะทำให้เศรษฐกิจของท้องถิ่นดีขึ้น

สาธารณสุขเป็นปัจจัยหนึ่งที่ประชาชนอาจได้รับผลมาจากโรงงานไบโอดีเซล โดยเฉพาะของเหลือทิ้งจากระบบการผลิตที่อาจถูกปล่อยออกสู่ภายนอกโรงงานทั้งที่เป็นของแข็ง ของเหลวและก๊าซ แต่จากขบวนการผลิตไม่มีของเหลือทิ้งที่เป็นมูลฝอยและน้ำเสียถูกระบายออกนอกโรงงาน มีแต่เฉพาะกลิ่นและก๊าซที่ระบายออกจากขบวนการผลิตซึ่งไม่มีสาร Toxic เจือปนและทำเลที่ตั้งของโรงงานควรจะอยู่ห่างไกลชุมชนพอควร จึงไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย

มาตรการป้องกันและลดผลกระทบ
ระยะก่อสร้าง
- พื้นที่ก่อสร้างให้อยู่ในบริเวณพื้นที่ดอนเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำท่วม และปรับพื้นที่ก่อสร้างให้มีที่จัดกองวัสดุก่อสร้างเพียงพอเพื่อหลีกเลี่ยงการจัดกองวัสดุบนเส้นทางหลวง
- ติดตั้งเครื่องหมายสัญญาณจราจรและป้ายเตือนบนเส้นทางที่จะใช้ในระหว่างก่อสร้างเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
- ในระหว่างก่อสร้างจะต้องป้องกันฝุ่นละอองที่เกิดจากการขนวัสดุหรือปรับพื้นที่ด้วยการฉีดพรมน้ำบริเวณที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองเป็นระยะ ๆ
- จำกัดความเร็วและน้ำหนักบรรทุกรถขนส่งวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและความเสียหายของผิวจราจรบนทางหลวง
- หลีกเลี่ยงการจอดรถขนส่งอุปกรณ์และวัสดุก่อสร้างบนเส้นทางหลวงให้เข้าไปจอดในพื้นที่ก่อสร้างที่จัดเตรียมไว้
- บริเวณบ้านพักคนงานจะต้องจัดหาน้ำใช้น้ำดื่ม ภาชนะรองรับมูลฝอย และจัดเตรียมบ่อเกรอะบ่อซึมเพื่อบำบัดน้ำใช้จากคนงาน และจัดเตรียมหลุมฝังกลบมูลฝอยในพื้นที่ก่อสร้าง

ระยะดำเนินการ
- ติดตั้งป้ายสัญญาณจราจรบริเวณทางเข้าออกและลานจอดรถให้ชัดเจน กำหนดความเร็วที่เหมาะสมและบังคับใช้อย่างจริงจัง
- รถบรรทุกน้ำมันปาล์ม และรถบรรทุกน้ำมันไบโอดีเซลให้ปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด
- สลับเปลี่ยนหน้าที่ของพนักงานเพื่อไม่ให้ทำงานในบริเวณที่มีเสียงดังนานเกินไป เพื่อลดอัตราความเสี่ยงอันตรายจากเสียงดังของคนงาน
- กำหนดแผนปฏิบัติการกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ และซักซ้อมแผนทุก ๆ ปี
- ตรวจสอบดูแลอุปกรณ์และสายไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ
- จัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลระบบบำบัดน้ำเสียและจัดการกากตะกอนจากน้ำเสียตามที่กำหนด
- จัดให้มีเจ้าหน้าที่จัดการมูลฝอยภายในโรงงานทั้งการรวบรวมและกำจัดตามที่กำหนด

มาตรการติดตามตรวจสอบ
- จัดให้มีการดูแลต้นไม้รอบพื้นที่โดยเฉพาะรอบบ่อน้ำดิบและบ่อบำบัดน้ำเสีย
- ตรวจสอบคุณภาพน้ำในบ่อเก็บกักน้ำที่ผ่านการบำบัดทุก ๆ 3 เดือน โดยตรวจวัดค่า pH, BOD, SS, Oil & grease
- ตรวจสอบคุณภาพน้ำบ่อบาดาลที่นำมาเป็นน้ำดิบทำน้ำประปาใช้ในโรงงานทุก ๆ สัปดาห์ โดยวัดค่า pH, Hardness, Fe, Cl, TDS, Oil&grease และColiform bacteria
- ตรวจสอบอุปกรณ์ควบคุมและดับเพลิงตามระยะเวลาที่กำหนด
- ติดตั้งป้ายแนะนำการใช้อุปกรณ์ดับเพลิงแต่ละชนิดในบริเวณที่ติดตั้งอุปกรณ์
- อบรมวิธีการใช้และบำรุงรักษาอุปกรณ์ทุก ๆ 6 เดือน
- ตรวจสอบร่างกายพนักงานในโรงงานทุกปี
- จัดอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลตามความเหมาะสมกับประเภทของงาน เช่น ผ้าปิดปาก จมูก ถุงมือ หมวกป้องกันศีรษะและเครื่องป้องกันเสียง เป็นต้น
- ติดตามตรวจสอบเสียงและตรวจวัดก๊าซที่ปล่อยออกจากโรงงานทุก ๆ 4 เดือน

7. การสำรวจและประเมินการมีส่วนร่วมของประชาชน
จากผลการศึกษาด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นโครงการฯ พบว่า พื้นที่ที่มีเหมาะสมสำหรับจัดตั้งโรงงาน คือ อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อให้การศึกษาโครงการสร้างการมีส่วนร่วมจากระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง (bottom up) การศึกษาสำรวจและประเมินการมีส่วนร่วมของประชาชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงดำเนินการครอบคลุมทุกตำบลของอำเภอพระแสง โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
• เพื่อประชาสัมพันธ์รายละเอียดโครงการให้ประชาชน ชุมชน และท้องถิ่นทราบ
• เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการและความพร้อมของชุมชน จากประชาชนและ ผู้นำชุมชน
• เพื่อนำผลการศึกษามาเป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงแบบการจัดตั้งโรงงานสาธิตการผลิตไบโอดีเซลนำร่องระดับชุมชน

7.1 การสำรวจและประเมินการมีส่วนร่วมในระดับหัวหน้าหน่วยงาน และผู้นำท้องถิ่น
ในการเข้าพบบุคคลระดับหัวหน้าหน่วยงานและผู้นำท้องถิ่น ได้แก่ นายอำเภอพระแสง ท้องถิ่นอำเภอ ปลัดอบต. และผู้ช่วยประชาสัมพันธ์จังหวัด พบว่า มีความเข้าใจในเรื่องไบโอดีเซล และมีความเห็นด้วยกับก่อสร้างโรงงาน โดยนายอำเภอมีความเห็นว่าตำบลที่มีความเหมาะสมมากที่สุดในการตั้งโรงงานได้แก่ ตำบลบางสวรรค์ รองลงมาคือ ตำบลไทรโสภา ตำบลไทรขึง ตำบลสาคู ตำบลสินปุน ตามลำดับ

7.2 การสำรวจและประเมินการมีส่วนร่วมของตัวแทนผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ
กลุ่มผู้ประกอบการมีความเห็นด้วยกับการก่อสร้างโรงงาน เนื่องจากในอำเภอพระแสงมีปริมาณผลผลิตปาล์มมาก เส้นทางคมนาคมสะดวก โดยข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ด้านราคาน้ำมันปาล์มที่อาจสูงขึ้นเนื่องจากปริมาณความต้องการมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตไบโอดีเซล รวมทั้งควรมีการวิจัยผลกระทบที่มีต่อเครื่องยนต์จากการใช้ไบโอดีเซล เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้

การสำรวจและประเมินการมีส่วนร่วมในระดับชุมชน
ในการเข้าสำรวจระดับชุมชนนี้ จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ระดับผู้นำชุมชน และระดับหัวหน้าครัวเรือน โดยจัดการประชุมชี้แจงโครงการ และรับฟังความคิดเห็นจากทั้ง 2 กลุ่ม โดยแยกตามตำบล ผลการสำรวจและประเมินคิดเห็นต่อโครงการในระดับชุมชนของแต่ละตำบล มีดังนี้
1. ตำบลอิปัน
เนื่องจากเป็นพื้นที่ท้ายน้ำ และเป็นที่ตั้งของอำเภอ ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนมีประชากรหนาแน่น มีพื้นที่สาธารณะประโยชน์น้อย หากมีการตั้งโรงงาน จะส่งผลกระทบต่อประชาชนและชุมชนมาก จึงมีความเห็นว่า ไม่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งโรงงาน
2. ตำบลสินปุน
มีพื้นที่สาธารณะประโยชน์หลายแห่ง มีระบบสาธารณูปโภคพอสมควร ประชากรประกอบอาชีพทำสวนยางพารา และสวนปาล์ม ปัจจุบันมีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในพื้นที่เอื้ออำนวยต่อการจัดตั้งโรงงาน จึงมีความเหมาะสมในการจัดตั้งโรงงาน
3. ตำบลสินเจริญ
มีพื้นที่สาธารณะประโยชน์ มีระบบสาธารณูปโภคบ้าง และมีเส้นทางคมนาคมติดกับหลายจังหวัด คือ นครศรีธรรมราช และกระบี่ ปัจจุบันเส้นทางคมนาคมที่ผ่านทางตำบลสินเจริญใช้เป็นเส้นทางขนส่งผลผลิตปาล์มไปยังโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่ตำบลสินปุน และอำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จึงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสม แต่ประชาชนยังมีความกังวลในเรื่องของมาตรการป้องกันด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะน้ำเสีย และกลิ่นเหม็นจากโรงงาน
4. ตำบลสาคู
มีพื้นที่สาธารณะประโยชน์หลายแห่ง ระบบสาธารณูปโภคด้านไฟฟ้ามีเพียงพอ เส้นทางคมนาคมสะดวก มีเส้นทางใหม่ (เส้นทางหมายเลข 44) ผู้นำชุมชนและประชาชนมีความเห็นด้วยในการจัดตั้งโรงงานในพื้นที่ตำบล เนื่องจากจะทำให้ประชาชนมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และเป็นแหล่งเรียนรู้ของอำเภอ และจังหวัดในด้านพลังงาน
5. ตำบลไทรขึง
มีความเห็นว่าตำบลมีความพร้อมและยินดีให้มีการจัดตั้งโรงงานในพื้นที่ เนื่องจากมีพื้นที่สาธารณะประโยชน์หลายแห่ง ระบบสาธารณูปโภคด้านไฟฟ้ามีเพียงพอ และพื้นที่แหล่งต้นน้ำมีความพร้อมสำหรับกระบวนการผลิตของโรงงาน เส้นทางคมนาคมสะดวก มีเส้นทางใหม่ (เส้นทางหมายเลข 44) ผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่มีความพร้อมและยินดีประชาสัมพันธ์โครงการให้ลูกบ้าน เพื่อสร้างความร่วมมือในการจัดตั้งโรงงาน
6. ตำบลไทรโสภา
ระบบการคมนาคมสะดวกเช่นเดียวกับตำบลสาคู และตำบลไทรขึง ผู้บริหารระดับตำบล และผู้แทนส่วนราชการในพื้นที่มีความเห็นด้วยกับโครงการ และยินดีสนับสนุนให้มีการจัดตั้งโรงงานในพื้นที่ โดยควรมีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี ได้แก่ น้ำเสีย และกลิ่นเหม็นจากโรงงาน ข้อดีหากมีการตั้งโรงงานในพื้นที่ จะเป็นแหล่งศูนย์การเรียนรู้ด้านพลังงานทดแทนของอำเภอและเสริมสร้างเศรษฐกิจของชุมชน ช่วยสร้างรายได้และโอกาสทางเลือกแก่เกษตรกร ในส่วนของการรวมกลุ่มเพื่อบริหารจัดการมีความเป็นไปได้หากได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการและการจัดการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
7. ตำบลบางสวรรค์
เนื่องจากตำบลบางสวรรค์มีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในพื้นที่ถึง 3 แห่ง และกำลังก่อสร้างอีก 1 แห่ง ประกอบกับเป็นตำบลที่อยู่ต้นน้ำ โรงงานที่มีอยู่ก่อมลภาวะในด้านน้ำเสีย และกลิ่นเหม็น ดังนั้นแม้ส่าพื้นที่ตำบลบางสวรรค์จะมีศักยภาพ แต่ผู้นำชุมชนแบะประชาชนในพื้นที่มีความเห็นว่า ไม่ควรจัดตั้งโรงงานในตำบลบางสวรรค์ เพราะเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

สรุปผลการศึกษา
จากการศึกษาพบว่าส่วนใหญ่มีความเห็นด้วยกับโครงการและสนับสนุนโครงการ เนื่องจากเป็นโครงการที่ดี มีประโยชน์ เป็นการนำเอาปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ รวมทั้งเป็นความภูมิใจของชาวอำเภอพระแสงที่จะมีโรงงานผลิตไบโอดีเซลในพื้นที่ ซึ่งเป็นต้นแบบ และสถานที่ศึกษาหาความรู้ของชาวบ้านและเยาวชนที่สนใจได้เป็นอย่างดี














แนวทางการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยต่อการปรับตัวเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์และการค้าเสรี
ผู้ให้ทุน เอกสารการวิจัยส่วนบุคคลเสนอสถาบันพระปกเกล้า
สถานภาพ เสนอผลงานวิจัยแก่สถาบันพระปกเกล้า
บทคัดย่อ
แนวทางการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทยต่อการปรับตัวเข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์และการค้าเสรี

บทคัดย่อ

กระแสโลกาภิวัตน์ที่เป็นไปอย่างกว้างขวาง รุนแรง และรวดเร็ว มีผลกระทบต่อทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมให้สามารถรับมือกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและเตรียมตัวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based economy) โดยต้องเร่งสร้างขีดความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศให้ก้าวทันประเทศที่มีความก้าวหน้าต่างๆ โดยเฉพาะประเทศในส่วนภูมิภาคเดียวกัน เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ อินเดีย และไต้หวัน ในระบบเศรษฐกิจฐานความรู้นั้น ทุกภาคการผลิตของประเทศไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการจะมีการใช้ความรู้อย่างเข้มข้นเพื่อการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ให้แก่สินค้าและบริการของประเทศ ดังนั้นการศึกษาถึงแนวทางการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนศักยภาพของการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยประยุกต์ใช้หลักการวิเคระห์เครือข่าย (Cluster Analysis) หรือ Diamond Model ของ Michael E. Porter เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ เพื่อเสนอแนะนโยบายและแนวทางการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยที่เหมาะสม จึงเป็นสิ่งสำคัญ
การกำหนดยุทธศาตร์ในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยวิเคราะห์ถึงสภาวะแวดล้อมทั้งจากภายนอกและภายใน ประกอบด้วย จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญ การวิเคราะห์นี้มุ่งไปที่การกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ของไทยในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ในลักษณะประเด็นยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นแนวทางกว้างๆ ในเชิงกรอบนโยบาย ประเด็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ ประการแรกสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมและใช้เทคโนโลยีในการผลิตภาคอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานสูง เช่น อุตสาหกรรมอาหารให้ได้มาตรฐานระดับสากล ประการที่สองสร้างเครือข่ายการพัฒนา ว&ท อย่างเป็นรูปธรรมโดยอาศัยอุทยานวิทยาศาสตร์เป็นตัวเชื่อม ประการที่สาม เร่งรัดพัฒนาบุคลากร ทางด้านการวิจัยและพัฒนา และการบริหารองค์กรวิจัยและพัฒนา ควบคู่กับการปรับสิ่งจูงใจที่เพียงพอ ประการที่สี่ เร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทางด้านการวิจัยและพัฒนาที่เพียงพอ และทันสมัย ประการที่ห้า พัฒนาปรับปรุงโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ ประการสุดท้าย พัฒนาระบบประสานงาน และหน่วยปฏิบัติการร่วมภาครัฐและเอกชน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นโยบายที่สำคัญในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันที่เสนอแนะ คือ ควรบรรจุนโยบายทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นนโยบายและกลยุทธ์การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดยเฉพาะ เป็นหนึ่งในนโยบายหลัก ซึ่งในแผนบริหารราชการ 4 ปี ซึ่งปัจจุบัน ( 2548-2552 ) รัฐบาลมีนโยบายหรือกลยุทธ์หลัก 9 ประการ การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเพียงส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้นโยบายที่ 3 คือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลและแข่งขันได้ นอกจากนี้ การปรับระบบการวิจัยและพัฒนาของประเทศควรถือเป็นนโยบายเร่งด่วนของประเทศ โดยเฉพาะหน่วยงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับชาติควรเป็นหน่วยงานหลักหน่วยงานเดียว มีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กำหนดทิศทางและงบประมาณทางด้านวิจัยและพัฒนา ผลักดันนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติ ประสานงานทางด้านวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างกระทรวงต่างๆ ตลอดจนการติดตามและประเมินผล
ในส่วนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นควรได้รับการปรับบทบาทใหม่ บทบาทโดยรวมของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควรเป็นดังนี้ ประการแรกควรเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาและความตระหนักรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่เยาวชนและส่งเสริมสังคมการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง โดยสนับสนุนและส่งเสริมให้มีผู้สนใจและรักอาชีพการเป็นนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และนักเทคโนโลยีให้มากขึ้น โดยใช้กระบวนการเรียนการสอนและโครงการวิจัยที่มีอยู่เป็นแกนหลัก และ ช่วยสนับสนุนในเรื่องของทุนการศึกษา การให้นักวิจัยเป็นอาจารย์และที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ และการให้นักศึกษาเข้าร่วมทำงานวิจัยในห้องปฏิบัติการของ วท. และเครือข่าย นอกจากนี้ยังให้การสนับสนุนในการพัฒนาเยาวชนให้มีความเข้าใจในวิทยาศาสตร์และมีวิธีคิดแบบเป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการพัฒนากำลังคนในระยะยาว ประการที่สอง เป็นหน่วยงานที่มีบทบาททั้งร่วมวางนโยบายและกำหนดทิศทางการวิจัยและพัฒนา และยุทธศาสตร์ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การดำเนินการวิจัย พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดการประสานงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับหน่วยงานต่างกระทรวงในรูปการพัฒนาเครือข่ายการผลิต (Cluster Development) เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในระดับต่างๆ ตลอดจนสนับสนุนและกระตุ้นให้เกิดการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ประการที่สาม พัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยส่งเสริมให้นักวิจัยดำเนินการวิจัยและมีประสบการณ์ในภาคการผลิตจริง โดยอาศัยการวิจัยร่วมหรือวิจัยจากประสบการณ์จริงในโรงงานอุตสาหกรรม ประการที่สี่ พัฒนาระบบสารสนเทศของกระทรวง ในการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศของภาครัฐและเอกชน ประการสุดท้ายในการบริหารจัดการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วท. ควรเสริมบทบาทในการทำหน้าที่เป็นผู้ชี้นำด้านนโยบายการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสามารถวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของตลาดทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กำหนดยุทธศาสตร์ทิศทางการพัฒนาประเทศโดยอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนการติดตามประเมินผลการดำเนินงานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาติ ในขณะเดียวกัน วท. ควรเน้นบทบาทในการประสานงาน และสนับสนุนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับกระทรวงอื่นๆและภาคเอกชน ในการนี้ วท. อาจจัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจเทคโนโลยีซึ่งมีอำนาจหน้าที่เทียบเท่ากรมๆหนึ่งใน วท. เพื่อทำหน้าที่ดังกล่าว


โครงการศึกษาปัญหาและความต้องการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในวิสาหกิจภาคตะวันออก
ผู้ให้ทุน งบประมาณแผ่นดิน
สาขาวิชา เศรษฐศาสตร์
สาขาวิจัย เศรษฐศาสตร์
ระยะวิจัย 1 ตุลาคม 2547
ถึง กันยายน 2548
สถานภาพ อยู่ในระหว่างการเขียนรายงานการวิจัย

ผลงานวิจัย/วิชาการ
  • สภาพการใช้งานและความต้องการเครื่องจักรกลการเกษตรในประเทศไทย วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วท. ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 มกราคม-เมษายน 2531
  • กลวิธีจุดประกายการประดิษฐ์คิดค้น
  • เทคโนโลยีกับการแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้า
  • การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการวิจัยและพัฒนา
  • ความเป็นไปได้ของตลาดร่วมอาเซียน
  • คัดเลือกเทคโนโลยีนำเข้าเพื่อการพึ่งตนเอง: ถึงเวลาแล้วหรือยัง
  • สถานภาพทั่วไปทางด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพารา

 

| Home | หน้าหลัก | สืบค้นข้อมูล | ลงทะเบียน | ลืม password |

http://stscholar.nstda.or.th